ในอ้อมกอดของผู้แพ้
posted on 19 Nov 2009 00:59 by munez30 in copywriterlover
ถ้ามีใครยิงคำถามใส่ผมว่า “เอ็งรู้จักแมนนี่ ปาเกียวป่าวว่ะ” ผมคงก้ำกึ่งว่าจะพยักหน้าหรือส่ายหน้าดี เท่าที่เคยได้ยินมาพอรู้ว่าไอ้แมนนี่ ปาเกียวอะไรนี่เป็นนักมวยเอเชียที่ดูเผินๆ เหมือนคนไทยต่างจังหวัดที่ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพยังไงยังงั้น
มารู้ภายหลังว่า เจ้าแพ็คแมน เป็นยอดมวยชาวฟิลิปปินส์ที่มีฝีไม้ลายหมัดขั้นเวิลคลาส ด้วยเชิงมวยที่หนักหน่วง แข็งแกร่ง หากดูจากสถิติที่ผ่านมาชกทั้งหมด 54 ครั้ง ชนะน็อคไปทั้งสิ้น 49 (ย้ำนะครับว่าน็อค!) เสมอเสีย 2 และแพ้แค่ 3
สงสัยเหลือเกินว่านี่คนหรือโรโบคอป พี่จะเก่งเวอร์ไปไหน
จนเมื่อสายวันเสาร์ที่ผ่านมาผมเปิดช่อง 7 ดูการถ่ายทอดสดการกระชากเข็มขัดแชมป์รุ่นเวลเตอร์เวตขององค์กรมวยโลก WBO จาก มิเกล ค๊อตโต้ แชมป์โลกชาวเปอร์โตริโก
ผลปรากฏว่าแมนนี่ ปากียว ยอดกำปั้นแดนตากาล็อก สามารถชนะน็อค มิเกล ค๊อตโต้ ได้ในยกสุดท้าย สร้างประวัติศาสตร์ซิวแชมป์เป็นรุ่นที่ 7 ของตัวเองสำเร็จและเป็นคนเดียวของโลกในตอนนี้ที่ทำได้
จากยกแรกถึงยกสุดท้ายการเข้าห้ำหันกันระหว่างทั้งคู่ ดูเหมือนว่าปาเกียวจะถือไพ่ที่เหนือกว่าเกือบตลอดทุกยก ถ้านี่เป็นการเล่นโป๊กเกอร์รับรองปาเกียว ‘กินเรียบ’ ชนิดที่ ‘ชิบ(ไม่)หาย’
ปาเกียวโชว์เชิงมวยได้แล่นไหลตามมาตรฐาน แม้ว่ายกแรกนั้นจะโดนกำปั้นของค๊อตโต้เช่นกัน แต่ปาเกียวไมได้แสดงอาการหวั่นครั้นคร้ามเลย และยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าจำนวนชกที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้ปาเกียวเหี่ยวแรงเลยแม้แต่น้อย ยิ่งชกก็ยิ่งหนัก
ผิดกับคู่ต่อสู้ ค๊อตโต้ นั้นได้เปรียบที่สรีระที่สูงใหญ่ คู่แขนที่สาวหมัดได้ยาวกว่า รวดเร็ว แม่นยำ และหัวใจที่มุ่งมั่น เรียกได้ว่า “ใจเกินร้อย” ฃ
คิดดูสิครับ ยกที่ 12 ปาเกียวยังหล่อเหลามีแผลที่เปื้อนหน้าอยู่นิดหน่อย
ส่วน ค๊อตโต้ ไม่ต้องพูดถึงเลือดอาบแก้ม แตกเป็นเสี่ยงๆ แถวบ้านเรียกว่า “เล่นจริงเจ็บจริง ไม่ใช้สลิง ไม่มีสตั้น”
ต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวที ค๊อตโต้ สู้ ปาเกียว ไมได้จริงๆ แต่ฝ่ายแรกพยายามชกแบบประคองตัว เพราะรู้ว่าต่อให้เข้าแลกก็เสี่ยงที่จะโดนสวนกลับ ครั้นจะถอยก็ดูจะเป็นการเปิดที่ว่างเกินไป ทว่าในยกสุดท้าย ปาเกียว ก็เรียกกรรมการเช็กบิล ค๊อตโต้ ให้ยุติการชก ทั้งที่ดูแล้วก็ไม่ได้เสียท่าหรือโดนหมัดจังๆ แต่ ณ เวลานั้น ต้องยอมรับครับว่าร่างกายและใบหน้าของ ค๊อตโต้ หมดสภาพจริงๆ
แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่อยู่ภายในใบหน้านั้น ค็อตโต้ คิดอะไรอยู่ บางทีเขาอาจจะคิดว่า “เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้” ส่วนสิ่งที่หลบอยู่ในร่างกายข้างซ้ายของเขาคงเต้นด้วยลีลาลีลาศ พลางพูดในใจว่า “วันนี้รู้ตัวดีว่าเป็นผู้ผ่ายแพ้ มันคงจะดีกว่านี้ถ้าแพ้คะแนนไม่ใช่แพ้น็อค”
ต้นทางแห่งเส้นชัยอาจประดับประดาด้วยริบบิ้นสีสันสวยสด แต่ปลายทางนั้นใครเล่าจะรู้ว่าเป็นอย่างไร
ปาเกียว ยืนชูมืออยู่บนเวทีพร้อมกับเกี่ยวเข็มขัดแชมป์โลกไว้ที่เอว โบกมือบอกลาค็อตโต้ ที่เดินทางมาส่งจนถึงที่หมายภาพของผู้ชนะนั้นถูกจับจ้องด้วยทุกสายตาที่ดูอยู่ มีแสงแฟลตและเสียงลั่นชัตเตอร์สาดใส่ระยิบระยับ
ปล่อยให้ผู้แพ้อยู่ในมุมมืดของตัวเอง
แต่ผู้ชายที่ชื่อ ค๊อตโต้ ไม่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เขากลับพลิกวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการแสดงความนัยอย่างที่ลูกผู้ชายเขาทำกัน
ภาพที่ผมเห็นหลังจบการแข่งขันคือ ค็อตโต้ เป็นฝ่ายเดินเข้ามาสวมกอด ปาเกียว เพื่อนร่วมอาชีพที่เขาใช้เวลาทำความรู้จักบนผืนผ้าใบเพียงไม่นาน
ผู้แพ้ยินดีกับผู้ชนะ
ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียนี่กระไร
จะว่าไป ‘มวย’ ก็เหมือน ‘บดทดสอบ’ ชิ้นหนึ่งที่เราต้องผ่านในแต่ละยกไปให้ได้ ไม่มีใครล่วงรู้ว่ายกต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นนอกจากตัวเองและคู่ต่อสู้เท่านั้น
ในเวลาที่เราทะเลาะกับใคร อดคิดไมได้ว่า ทำไมเราจะต้องโมโหและตะคอกเถียงใส่กัน ยิ่งไปกว่านั้นถึงขั้นลงไม้ลงมือ เมื่อพายุแห่งความเกรี้ยวโกรธพัดผ่านไป สติสตังค์จึงกลับมาอยู่กับตัวอีกครั้งและสำนึกได้ถึงสิ่งที่ทำ
เปลี่ยนจาก ‘คำขอโทษ’ เป็นการเดินเข้าไปหาแล้วยกแขนขวากับแขนซ้ายให้ขนานกับพื้นโลกสอดเข้าไปใต้รักแร้ของอีกฝ่าย
เปลี่ยนจาก ‘การให้อภัย’ เป็นหน้าที่ติดยิ้มแล้วโอบแขนแนบลำตัวอีกฝ่ายพร้อมกับลูบไล้และตบแผ่นหลังเบาๆ ซักทีสองที
รับรองว่าเวลานั้นไอ้ที่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันจะหายไปโดยพลัน
ถ้ามีใครยิงคำถามใส่ผมว่า “เฮ้ย! เอ็งรู้จักมิเกล ค็อตโต้ป่าวว่ะ”
ผมจะยืดอกตอบอย่างภาคภูมิว่า “รู้ซิ ก็ไอ้คนที่สอนให้ผมเรียนรู้ความหมายอีกนัยหนึ่งของการ ‘กอด’ ไงเล่า”
,,,, ,,,,
แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..