ประชาธิปไตยในสนามบอล
posted on 25 Aug 2008 00:10 by munez30 in copywriterlover
ในค่ำคืนที่ทุกอย่างหลับไหลแต่แสงไฟจากต้นไฟฟ้าสูงใหญ่ไม่เคยหลับลง ยังคงส่องสว่างกระจ่างสาดสู่เบื้องล่างของที่แห่งนี้..ที่ผมเรียกมันว่าโรงละครแห่งความรัก
เมื่อวานผมไปเตะบอลกับเพื่อนเก่าที่รู้จักคบหากันมานาน ที่สวนสาธารณะแถวบ้าน บางคนรู้จักกันตั้งแต่ประถม บางคนม.ต้น บางคนม.ปลาย สุดท้ายพวกเราก็มารวมตัวและรุ้จักกันทั้งหมด เรามาพบปะกันด้วยความคิดถึงและหาความสุขจากสิ่งที่เรารักนั่นก็คือฟุตบอล
ยังจำตอนที่พวกเราเตะบอลกันหลังเลิกเรียน(บางทีก็โดดเรียน)ได้ดี ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักกับเพื่อนที่รักในสิ่งเดียวกัน และไม่ว่าผมจะเคยเตะบอลกับใครก็หาความรู้สึกแบบนั้นไมได้ ความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพของเพื่อนที่ไม่เคยพร่าเลือนหรือเจือจางหายไป ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีก็ตาม
ถ้าเพื่อนเก่าของผมเป็นหนังสือสักเล่ม พวกเค้าคงเป็นพจนานุกรมเล็กๆ สักเล่มที่มีความหมายมากมายอยู่ในนั้น ผมจะเขียนชื่อพวกเค้าทุกคนลงไปและให้ความหมายด้วยตัวผมเองว่า "มึงคือเพื่อนแท้ของกู" เพราะอะไรนะหรอ เพราะมันไม่เคยทิ้งหรือโกหกผมไง พวกเราจึงคบหากันได้ร่วมสิบปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมหาไมได้จากคำว่าเพื่อนใหม่ ไม่ใช่ว่าไม่เปิดใจ แต่มันไม่สนิทใจมากกว่า
สิ่งที่ผมเห็นตอนนี้คือผู้คนมากมายทั่งรุ้จักกันและไม่รุ้จักกันที่มาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน บ้างมาเป็นทีม บ้างมาคนเดียว(แล้วมาหาเอาดาบหน้าที่นี่)
กติกามีอยุ่ว่าถ้าทีมไหนยิงเข้า ทีมนั้นจะได้อยู่ต่อ ส่วนทีมที่โดนยิงก็ต้องเดินออกจากสนาม และให้ทีมต่อไปเข้าแทนที่ แต่ถ้ายังไม่มีทีมไหนทำอะไรกันได้ ก็จะจับเวลา 7นาที แล้วนับลูกออกหลัง 2ลูก จากนั้นทั้งสองทีมต้องเดินออกจากสนามด้วยผลเสมอ และให้อีกสองทีมที่รออยู่แข่งกันต่อ วนไปแบบนี้ตลอด
ส่วนทีมของผมเวลาหาโกลล์ ก็จะมายืนรุมล้อมกันเป็นวงกลม เอ้าเท้าขวาเรียงชิดสนิทกันเป็นดาวห้าแฉก และโยนลูกบอลลงไปในวงเท้านั้น ถ้าลูกบอลกลิ้งตกไปที่เท้าขวาของใคร คนนั้นต้องเป็นโกลล์คนแรก และคนถัดไปทางขวาเป็นคนต่อไป เวียนไปจนครบห้าคน ผมว่ามันแฟร์เพลล์ดี
ตลอดเวลาที่เราเตะบอลเราจะได้พบกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสนาม เช่น ความมีสปีริต มีน้ำใจนักกีฬา ความมุ่งมั่น ความสามัคคี ความสนุก เสียงหัวเราะ การถ้อยทีถ้อยอาศัย การมีมารยาททางสังคม จากคำว่าขอโทษครับ..ที่เอ่ยออกจากคนทำฟาล์วโดยไม่ได้ตั้งใจ และจับมือกันลุกขึ้นมาใหม่ บรรยากาศไม่ต่างจากสนามการเมืองเท่าไร แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ ความมีสปีริตและน้ำใจนักกีฬา
ผมชอบคำนี้นะ "สปีริต" ที่แปลตรงตัวว่าสัญชาตญาณ สปีริตในสนามไม่ได้อยู่ในกฎกติกาของฟีฟ่า ไม่มีบทลงโทษหรือค่าปรับสำหรับผู้ฝ่าฝืน แต่เราจะหาความหมายในภาษากีฬาได้ก็ต่อเมื่อเราเล่นมันด้วยสติมากกว่าพลัง
ถ้านักการเมืองเป็นนักกีฬาชกมวย คงคิดแต่จะชนะท่าเดียว โดยไม่เผื่อใจให้ความพ่ายแพ้ ไม่ปล่อยให้คู่ต่อสู้ตั้งหลัก เช็ดนวม สวมเฮดการ์ด จ้องจะเล่นงานและฉกฉวยโอกาสเพื่อหวังแต้มจากกรรมการ ถึงผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าทุกคนไมได้แพ้และไมได้ชนะ มันก็เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของ ไม่มีใครแพ้หรือชนะตลอดหรอก
12 ปีที่แล้วสมรักษ์ได้เหรียญทอง 8 ปีที่แล้ววิจารณ์ก็ทำได้ 4 ปีที่แล้วมนัสก็ทำได้อีก แต่ปีนี้เขาได้เหรียญเงิน มันแปลว่าเขาเป็นผู้พ่ายแพ้หรือ? ครั้งที่แล้วเขาชนะ ครั้งนี้เขาแพ้ ก็แฟร์กันไป
ชัยชนะบนเวทีในเวลานั้นมาจากกรรมการ แต่ชัยชนะนอกเวทีในเวลานี้มันมาจากตัวพวกเขาเอง
วันนี้สมจิตรสะกดคำว่าชนะในพจนานุกรมของตัวเขาเองทั้งบนเวทีผืนผ้าใบด้วยนวมที่เชาสวม และชนะบนสังเวียนชีวิตด้วยหัวใจที่เค้ามี
12 ปีแห่งการรอคอยอาจนานเกินไปสำหรับบางคน แต่ที่ผ่านมาสมจิตรสะกดคำว่าแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า เกือบหมดหวังและกำลังใจในการควานหาคำว่าชนะ แต่ด้วยหัวใจที่เขามี ความอดทนขยันในการฝึกซ้อม ความเสมอต้นเสมอปลายในอาชีพ ที่มีเป้าหมายมากกว่าเหรียญหรือรางวัลใดๆ นั่นก็คือการเป็นคนที่ถูกจดจำว่าครั้งหนึ่ง....
เคยชูพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง, บนเสื้อกล้ามปักธงชาติไทย, หลังเสื้อคลุมปักคำว่า "กำปั้น" ลูกชายวัย 7ขวบ, ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน, และส่งมอบเหรียญทองให้กับในหลวงด้วยมือของเขาเอง-มือของคนธรรมดาที่กลายเป็นฮีโร่สำหรับคนไทย
น้ำตาของลูกผู้ชายที่ชื่อสมจิตรหลั่งไหลหลังชัยชนะ ในการสัมภาษณ์ ผมประทับใจภาพนั้นเหลือเกิน มันเป็นน้ำตาของความสุข น้ำตาของความสมหวัง น้ำตาของทุกสิ่งที่อย่างในชีวิตที่เขาทำ ตาได้เห็นธงไตรรงค์เหนือว่าธงผืนอื่น หูได้ฟังเพลงชาติไทยดังไกลที่แผ่นดินอื่น ทั้งๆ ที่เคยได้ยินอยุ่ทุกวี่วัน แต่วันนี้เพลงชาติเพราะที่สุดและพิเศษกว่าวันไหนๆ สำหรับคนไทยทุกคน-ห้วงเวลาแห่งการจดจำ
ถ้านักการเมืองไทยชนะการเลือกตั้งจากสนามกากบาทและได้รางวัลเป็นเหรียญทอง ผมเชื่อว่าคงมีเหรียญทองจำนวนไม่น้อยที่แขวนคอ(ผมขอใช้คำนี้)พวกเขาอยู่ ทั้งที่ในสนามชีวิตพวกเขาล้วนทำมันหล่นหายไป ไม่ก็แขวนไว้ที่ฝาผนังบ้าน ต่างจากสมจิตรที่เขาห้อย(ผมขอให้คำนี้)มันเอาไว้ในใจตลอดเวลา-เหรียญของความภาคภูมิใจ
หากพลิกพจนานุกรมของสมจิตรในตอนนี้แล้วหาคำว่า "การประสบความสำเร็จของชีวิต" คงพบความหมายที่มีความยาวไม่ต่ำกว่ากระดาษหนึ่งรีมอยู่ในนั้น ที่เขาค้นหาคำตอบด้วยตัวเขาเองเป็นเวลา 33 ปีกับอีก 7 เดือน
ผมยังมองแสงไฟจากเสาไฟฟ้าต้นเดิมอยู่ข้างสนามบอล ท่ามกลางเสีนงครื้นเครงของการแข่งขัน สักพักหูผมเริ่มชาไม่ได้ยินเสียงใดๆ เมื่อนึกถึงความเงียบงันของ "ประชาธิปไตย" ที่ไร้เสียง
ตอนนี้ผมยังคงไม่เข้าใจและหาคำตอบไมได้กับคำว่า "ประชาธิปไตย" ในพจนานุกรมของตัวเอง เพราะมันเขียนไว้ว่า "ประชาธิปไตย - เป็นคำที่ไร้คำแปลและยังค้นหาความหมายไมได้"
Avartar :)
แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..

น้ำหวาน
#1 By redtear on 2008-08-25 01:24