ปู่เย็นเป็นอยู่ : คัมภีร์มีชีวิต
posted on 19 Oct 2008 15:17 by munez30 in inspirelibrary
ปู่เย็นเป็นอยู่/ พนิดา วสุธาพิทักษ์/ สำนักพิมพ์พิมพ์บูรพา/ 125 บาท
"ปู่เย็นอาจมิใช่คนของโลกยุคนี้
มิได้หมายความว่าปู่เย็นเป็นชายชราจากดาวดวงอื่น
แต่เป็นไปได้ว่ามนุษย์สายพันธ์เดียวกับปู่หลงเหลืออยู่บนโลก
กระเหี้ยนกระหือรือใบนี้ไม่มากนัก"
นี่เป็นคำโปรยบนปกหลังที่ให้คำบอกเล่าบางส่วนของปู่,จริงๆ หนังสือเล่มนี้ ผมซื้อมาตั้งแต่ปี 49 พิมพ์ครั้งที่ 4 จนมารู้ข่าวการจากไปของปู่เลยหยิบปู่ขึ้นมาดูและอ่านอีกครั้ง พออ่านจบความรู้สึกในครั้งก่อนกับครั้งนี้มันต่างกัน ตรงที่ครั้งนี้มันมีน้ำตา..
สำหรับผมหากจะให้นิยามความหมายของปู่ แกคงเปรียบเสมือน 'กระจกใบใหญ่เก่าๆ สักบาน' ที่สะท้อนตัวตนและรางเหง้าของตัวเองได้อย่างชัดเจน ไม่มีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง แล้วตกผลึกสามัญสำนึกออกมาเป็นเงางองุ้ม ของร่างกายที่ผันผ่าน ร่อนตะแกรงเฉกเช่นน้ำกะทิ ที่ปู่ลงมือคั้นด้วยตัวเองถึงกว่าศตวรรษ กับอีก 364 ฤดูกาล, และแม้ว่าจะไม่ใช่มะพร้าวน้ำหอมเหมือนคนหนุ่มสาว แต่ปู่ก็เป็นมะพร้าวทึนทึกที่มันคงด้วยอุดมการณ์ ต่อทุกสภาพแวดล้อมที่ผันแปร
ปู่เป็นคนเพชรแต่กำเนิด ช่วงวัยรุ่นเคยรับจ้างเลี้ยงวัวอยู่หลายปี จนได้มาพบรักกับย่าเอิบ แล้วอยู่กินกันจนย่าจากไป เหลือทิ้งไว้เพียงแค่กรอบรูปหนึ่งบาน แทนความทรงจำ ปู่พกมันติดตัวไปด้วยทุกที่..ตลอดเวลา (everytime)
ผมเห็นปู่ครั้งแรกผ่านรายการคนค้นคน แปลกใจว่าทำไมแกต้องมาลำบากแบบนี้ด้วย?
ทั้งที่ความเป็นจริง แกเลือกที่จะอยู่แบบนี้เอง แกไม่อยากเป็นภาระให้ใครลำบากใจ หาปลางกๆ เงิ่นๆ ไปลำพังเพื่อประทังชีวิต เป้าหมายสุดท้ายของแกคือ ตอนนี้แกมีเงินอยู่ 7,000 แกอยากเก็บเงินให้ได้อีก 3,000 รวมเป็น 10,000 บาท เพื่อประคับประคองชีวิตให้ผ่านโค้งสุดท้ายก่อนถึงจุดหมายที่ปลายทาง
แกเป็นคน 'ขี้เกรงใจ' และที่สำคัญถ้าไม่ใช่ 'พวกกัน' ใครอย่าริมาชวนแกไปทำอะไรที่ไหน แกปฏิเสธถ่ายเดียว
พ่อค้าขายปลาอย่างแกเป็นคนใจดีที่สุดในโลก เท่าที่ผมเคยพาลพบมา เวลาแกหาปลาได้เยอะ แกจะใส่กะละมัง ไปวางขายบนตีนสะพานลำโย เมื่อมีลูกค้ามาทำสนธิสัญญาซื้อขายเมื่อใด แกจะบอกว่า "เอาอะไรก็เอา..ชอบใจให้เท่าไร..ปันกินกิน" ผมชอบคำนี้จัง 'ปันกันกิน', ปู่ไม่มีกิโล ไม่แสวงหากำไรสูงสุดเหมือนหลักของวิชาเศรษฐศาสตร์เลย ปลาของแกเลยใช้เวลาร็วดเร็วที่สุดในโลก แค่เพียงไม่กี่นาที น่าจะไปบันทึกสถิติ กินเนสบุ๊ค!
พอปลาหมด ได้เงินแล้ว แกก็จะเดินไปกินน้ำเต้าหู้เจ้าประจำ แกจ่ายเงินทุกครั้ง มีอยู่วันหนึ่ง เจ้าของร้านไม่รับเงินแก วันรุ่งขึ้นแกเดินไปกินร้านอื่นเลย ปู่แกงอนเป็นเหมือนกันนะ ถึงจะแก่แต่ก็ไม่โกงใคร
วิถีชีวิตของแกสนิทแนบแน่นกับสายน้ำมากกว่าถนนสายไหน แก่ไม่กลัวลำบาก แกมีความสุขเวลาหาปลา ถ้าวันไหนหาไม่ได้ก็จะบ่นเหนื่อยใจ.. แกฝากปรัชญาหอยไว้ให้ฉุกคิดว่า "หอยน่ะ..ไม่มีมือ ไม่มีตีน มันยังหากินได้เลย คนเรามีปากคงไม่ตงไม่ตายมันหรอก" ฟังแล้วถึงกับอายหอยครับพี่น้อง!!
ตั้งแต่ปู่ออกทีวีไม่นาน ก็มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาหาปู่ไม่ขาดสาย บ้างมาเยื่ยมเยือน เอาของมาฝาก เป็นห่วงเป็นใย บ้างจะเอาเงินทองมากองให้ แต่คนอย่างแกมีรึจะรับ, ผู้คนต่างเห็นต้นไม้วิเศษของปู่ ที่สามารถรักษาแผลได้ กินแล้วไม่เป็นมะเร็ง ต่างคนต่างขอ ปู่ก็ยากที่จะหมางเมิน จนในที่สุดเหลือแค่สองหน่อ, สงสารปู่-สงสารต้นเงี่ยง
ยังครับ..ปู่ยังโดนพายุเที่ยวสุดท้ายกระหน่ำไม่เลิกรา วันดีคืนดีปู่กำลังหุงหาข้าวปลาอยู่ ก็มีเด็กที่ไหนไม่รู้ ปาก้อนหินลงไปในเรือแก มันคงคิดว่าปู่เป็นชายชราที่หน้าตาตลกกระมัง-ไอ้เด็กเวร!!
อีกเรื่อง..เวลาหาปลา ปู่จะวางอวนดักปลาไว้ รุ่งสางแกก็จะไปเก็บ แต่อวนเจ้ากรรมดันไม่อยู่แล้ว..หาย!! ไม่บอกก็รู้ว่าถูกขโมย คนพวกนี้นี่แย่นะครับ ปู่อยู่ของแกดีๆ มันยังไปเบียดเบียนคนแก่ที่ไม่รุ้ว่าจะอยู่ได้อีกกี่ปี ดู่ดู๊ดูดูมันทำ-ไอ้พวกเลว!!
พูดถึงเรื่องเรือของแกบ้างดีกว่า แต่ก่อนปู่เคยใช้เรือไม้แต่มันรั่ว เลยเปลี่ยนมาเป็นเรือเหล็ก พวกกัน ของปู่จัดแจงซ่อมบำรุง ทาสีให้ใหม่ ปู่เสนอให้เงิน 300 พวกกัน..บอกว่า "เอาแค่ 200 พอ ค่าน้ำมันรถตอนขนเรือ" แต่ปู่แกก็กระซิบอีกว่า "ก็ได้..แต่เดี๋ยวให้ทีหลังอีก 100 อย่าบอกใครนะ" 106 ปีในตอนนั้น ยังนิสัยน่ารักเหมือนอายุ 16 มิน่าเล่าย่าเอิบถึงหลงรัก ปู่นี่ใช่ย่อยนะ
คิดจะเป็น 'พวกกัน' กับปู่ต้องหมั่นเคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน แบ่งปันน้ำจิตน้ำใจให้แก่กัน แม้ว่าจะต่างวัยแต่มีหัวใจเดียวกัน
หลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตปู่ก็เข้าหูของพระราชินี ท่านทรงรับสั่งสร้างเรือลำใหม่ให้แก มีหลังคาไว้กันฝนด้วย, พอวันส่งมอบ ปู่แกถึงกับร้องให้ด้วยความปลื้มปีติใจ น้ำตาของเฒ่าทรนงแห่งลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี วัย 106 ปีในตอนนั้น รินไหลลงไปกับสายน้ำ ในวันที่แสงไฟดวงสุดท้ายกำลังริบหรี่ ชายผู้ที่ทั้งชีวิตไม่เคยได้สัมผัสคำว่า "พระราชทาน" มาก่อน
แกคงแบกรับน้ำใจจากท่านจนทานน้ำหนักไม่ไหว ไม่เหมือนเวลาถ่อเรือ แกบอกว่าสบายมาก..ไม่หนัก
ปู่เป็นที่สนอกสนใจของคนรอบข้าง ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และแบบอย่างที่แกปฏิบัติ ผมว่าน่าจะมอบ "รางวัลโนเบล สาขาการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันหัวใจ ดีเด่น" ให้แก่ปู่
แม่น้ำเพชรที่ว่าไหลเชี่ยวเลี้ยวลด ยังคงไม่เท่ากับขนาดหัวใจของปู่ ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าความสูงของยอดเขาเอเวอร์เรสต์-นี่สิคนจริง!!
ไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนคนอย่างปู่ได้ ปู่ยังคงเป็นปู่คนเดิม ก่อนออกทีวีมาตั้งร้อยกว่าปีจนถึงวันนี้ แกเป็นยังไงก็ก็เป็นอย่างงั้น ความเด่นดังคงไม่ทำให้ปู่เหิมเกริมเย่อหยิ่ง มากกว่าการเป็นที่ถูกจดจำ ว่าครั้งหนึ่ง..มีผู้คนมากมาย 'รัก' แก
วันนี้ร่างกายของปู่ลาโลกนี้ไปแล้ว แต่หัวใจของปู่ยังคงฝังรากแน่นลึก อยู่ที่แม่น้ำเพชรบุรี ใต้สะพานลำใย
ที่ตรงนั้น..คงเป็นตำนาน มีเรื่องเล่าขาน ของชายชราหาปลาธรรมดาคนหนึ่ง อีกมากมายในภายภาคหน้า
หลับตาในห้วงนิทราของพระอัลเลาะห์ ผู้ล่วงลับหลับไหลชั่วนิรันดร์..
ฝันดีตลอดกาล (forever) นะครับปู่..
,,,, ,,,,
"ปู่เล่นเข้าไปหลบอยู่ลึกในซอกหลืบ กว่าจะตามหาปู่เจอ เล่นเอาเหนื่อยไปหลายฝีพาย"
แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..
)

#1 By V@R on 2008-10-19 16:04