ก่อร่างสร้างตัว
posted on 29 Oct 2008 15:23 by munez30 in copywriterlover
ตึกกำลังก่อสร้าง คนกำลังร่างชีวิต
ภาพที่เห็นคงเป็นที่ชินตากันใช่ไหมครับ เรื่องราวชีวิตของคนอื่น ที่บ่อยครั้งเราเดินผ่านไปพบเจอแต่ไมได้สนใจอะไร
ผมถ่ายรูปนี้ที่มหาลัยในวันสอบไฟนอลวันสุดท้าย-วิชาสุดท้าย ภาพชีวิตจริงของคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ธรรมดา หากมองให้ลึกลงไปทุกซอกมุมเสา เราจะเห็นและสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้น ผมนึกถึงบางอย่างได้พอดี ว่าแต่คุณละเห็น 'อะไร' ในภาพนี้บ้างนอกจาก 'ตึก' และ 'คน'
หนึ่งชีวิตอยู่ในภาพ อีกหลายชีวิตคงตั้งหน้าตั้งท้องรอคอยอยู่ที่บ้าน ด้วยความหิวและความหวัง เขาคงเป็นคนหนึ่งที่อาจไม่ได้ทำงานที่ตัวเองรัก แต่เขาต้องรักงานที่ตัวเองทำบ้างละ อาชีพที่ตากฝนทนลมแสบแดดแบบนี้ ใครจะเรียกเขาว่า 'กรรมกร' หรือ 'คนใช้แรงงาน' ก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่าเขาก็ต้องใช้ 'แรงใจ' ในการทำงานเช่นเดียวกันกับอาชีพอื่นๆ
ถ้าเขาปราศจากเรื่ยวแรงกายของตัวเอง กำลังใจจากคนที่เขารัก-และรักเขา สถานะความเป็นอยู่ของเขาจะเป็นอย่างไร คงไม่ต่างจากผีเสื้อปีกสวยที่ถูกเด็ดปีกทิ้ง ก็ไร้คุณค่าของราคา
ถึงเงินเดือนเขาจะไม่มากมายเทียบเท่าผู้รับเหมา แต่มันก็เป็นอาชีพที่สุจริตชนมิใช่หรือ ผมว่าเขาคงภูมิใจไม่น้อย ที่มีปีกไร้ซึ่งสีสันใดๆ ไม่สวยงาม แต่บินได้อย่างอิสระและเป็นสุข
จะสูงจะเตี้ย จำคำจะด่าง เราต่างมี 'หัวใจ' เหมือนกัน ไม่ว่าคนหรือผีเสื้อ
บ้านที่เขาอยู่คงเป็นบ้านพักชั่วคราว มุงด้วยสังกะสีร้อนอบอ้าว, ส่วนบ้านที่ผมอยู่นั้นไม่รู้ว่าจะชั่วคราวอีกนานแค่ไหน มุงด้วยหลังคากระเบื้อง ไม่มีแอร์คอนดิชั่นเนอร์ ตั้งอยู่ในสลัม ข้างล่างมีน้ำครำดำเหม็น ข้างนอกร้อนรุ่มไปด้วยอบายมุขที่เร่งเร้าทั้ง ยาเสพติด การพนัน โสเภณี ขโมยขโจรฯ แต่ข้างในกลับอบอุ่นจนบางครั้งถึงขั้นร้อน จนต้องเปิดพัดลมเบอร์สามจ่อสองตัว..!!
บ้านจะหลังเล็กหลังใหญ่คงไม่สำคัญเท่า 'รากฐานเสาเอก' ที่มั่นคงและ 'ครอบครัวที่อบอุ่น' เปรียบเสมือนหลังคาไฟเบอร์ชั้นดี แน่นหนา ทนทาน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ฤดูกาล สีอาจจะจืดจางลงไปบ้าง แต่คุณภาพไม่เคยหลุดร่อนกร่อนลอยไป เพราะเขาการันตีด้วย สิ่งมีชีวิตในบ้านมาตรฐานครอบครัวห้าดาว..
เมื่อไม่นานมานี้ ผมพบความจริงบางอย่าง วันนั้นผมไปบ้านเพื่อนของเพื่อนแท้อีกที เพื่อรวมพลยกพวกไปตีกับ..ไม่ใช่ ไปเตะบอลต่างหากเล่า
บ้านหลังใหญ่นั้น ตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรที่ค่อนข้างหรูหรา ตกแต่งสวยงาม มีรถจอดหลายคัน เป็นบ้านที่ผมวาดฝันเลยก็ว่าได้ ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่า ชีวิตนี้จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพาครอบครัวของผม ออกมาจากที่อยู่ตอนนี้ให้ได้
เมื่อหย่อนก้นนั่งลงล้อมวงพูดคุยกันสักพัก ผมกลับรู้สึกแปลก ตรงที่ว่ามันไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด ทั้งๆ ที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำทั่วบ้าน ผมกลับคิดถึงบ้านไม้สองชั้นเก่าๆ ที่มีครอบครัวของผม นั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา
นึกถึงเวลาเข้าห้องน้ำที่อื่นมันก็แค่ 'ปลดทุกข์' แต่ถ้าเป็นที่บ้านน่าจะเรียกว่า 'ปลดสุข' มากกว่า
ฤดูหนาวไกล้จะมายืนเคาะประตูบ้านอีกแล้วสินะ เป็นแขกคนสำคัญที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนเป็นประจำทุกปี (แต่รู้สึกว่าหลายปีให้หลังนี่ ทำไมมาแป๊ปเดียวเอง มีธุระรีบไปไหนหรอไง?) ผมไม่กลัวความหนาวหรอก ผมกลัวความหนาว 'หลอก' มากกว่า (ว่าตกลงมันจะมาหรือไม่มากันแน่ จะได้ไม่รอเก้อ) ฤดูหนาวกลางคืนจะยาวกว่ากลางวันเสมอ เพราะพระอาทิตย์ขอลากลับบ้านก่อน ทำให้พระจันทร์ต้องขยายเวลาทำโอที
ที่บ้านผมเขาใช้ผ้าห่มคลุมกาย และใช้สายใยของความสัมพันธ์หุ้มใจเป็นเกราะกำบัง ส่วนความเหงานั้น กลายเป็นแขตกิติมาศักดิ์ที่ต้องเจอกันตลอดทุกฤดูไปแล้ว สัดส่วนของบ้านที่ใหญ่โตนั้น ไมได้แปลว่าจะมีขนาดของความสุขใหญ่โตตามไปด้วยเลย
"วิธีจัดการกับความฝัน คือลงมือทำให้มันเป็นความจริง" นี่คือวลีที่จี้สมองของพี่โหน่ง-วงศ์ทนง ที่คอยเติมกำลังแรงและพลังใจให้กับผมเสมอทุกครั้งที่คิดจะลงมือทำอะไรสักอย่าง
ผมมองว่าความฝันเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดในโลก แม้มันจะมองไม่เห็นก็ตาม ว่าแต่คุณตอนนี้ได้ก่อร่างสร้างตัว จากความฝันแล้วหรือยัง? ส่วนผมกำลังขมักเขม้นบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ของความฝันอยู่
ถ้าวันหนึ่งบ้านของผมสร้างเสร็จเมื่อไร มันคงไม่ใหญ่โตโอ่โถงนักแต่เมื่อเวลามีแขกเหลื่อ ญาติสนิทมิตรสหายมาหา ผมหวังว่าพวกเขาคงรู้สึกอบอุ่นใจ ไม่เก้อเขินจนเกินไป ยามเมื่อพวกเขาโบกมือลา ผมคิดว่าพวกเขาคงได้มิตรภาพและความห่วงใย เป็นของฝากจากผม ติดไม้ติดมือกลับบ้านคนละห่อสองห่อ
พี่โหน่งยังเขียนบอกเอาไว้ในหนังสืออะเดย์สตรอรี่อีกว่า มีอยู่ 3 อย่าง ในชีวิตที่ถ้าทำบ่อยๆ "เราจะเป็นคนที่เหนือชั้นกว่าคนอื่นๆ เขา" คือ หนึ่ง-เดินทาง, สอง-อ่านหนังสือ, สาม-ดูหนัง
ผมโคตรเห็นด้วยเลยครับพี่..!!!!
การเดินทาง-ทำให้เราได้พบปะผู้คนมากหน้าและประสบการณ์มากมาย....
การอ่านหนังสือ-ทำให้เราได้ค้นคว้าหาจินตนาการและแรงบันดาลใจ....
ส่วนการดูหนัง-ทำให้เราใด้มองชีวิตในอีกมิติหนึ่งและย้อนมองดูตัวเอง....
เมื่อนำทุกอย่างมารวมกัน เราจะเป็นคนที่เหนือชั้นกว่าคนอื่นๆ ทางด้านความคิด+ทัศนคติ+และการใช้ชีวิต ซึ่งนั่นก็คือฐานรากที่แข็งแรงของตัวเอง
อัลแบรต์ กามูส์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ว่า "ความสุขแห่งการมีชีวิตอยู่ มีอยู่ 4 อย่าง" คือ หนึ่ง-อยู่ในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง, สอง-พ้นจากความทะเยอทะยาน, สาม-ทำงานสร้างสรรค์, และสี่-รักใครสักคน
ผมนึกตามคำพูดนี้แล้วทบทวนตัวเองว่าข้อไหนสำคัญที่สุดสำหรับผม ความสำคัญมันคงอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน
ตามทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์บอกไว้ว่า "โลกหมุนรอบตัวเองทุกวัน และหมุนรอบดาวเคราะห์ดวงอื่นทุกปี"
ส่วนทฤษฏีทางมนุษยศาสตร์ของผม ที่ค้นพบเองหลังจากตอบคำถามเมื่อครู่ โดยที่ผมไม่คิดจะจดสิทธิบัตรครอบครองไว้เพียงผู้เดียวแต่อย่างใด ถูกเขียนไว้ว่า "โลกหมุนรอบตัวเองด้วยแรงโน้มถ่วงของคน และความรักหมุนรอบตัวเราด้วยแรงดึงดูดของหัวใจ"
,,,, ,,,,
"พี่ครับอย่ามัวแต่ฝัน(กลางวัน) ตื่นไปหมุนโลกกันเถอะ โรมานซ์ยังไม่ได้สร้างแค่วันเดียวเลย"
,,,, ,,,,
แด่..ทุกความฝันที่ก่อร่าง สรรค์สร้างโลกใบนี้ให้แข็งแกร่งและงดงาม
แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..

แหม..เข้าใจเก็บรายละเอียดดีจังนะ อ่านแล้วรู้สึกอินไปด้วยเลย ขอให้บ้านหลังใหม่มีความสุขตลอดไปนะจ๊ะ
แล้วจะติดตามงานต่อไป เป็นกำลังใจให้นะ พ่อนักเขียนตัวน้อย มีหนังสือไวๆละ น้ำหวาน
#1 By หวานเย็น on 2008-10-29 16:00