7 สิ่งที่นักเรียนอยากได้จาก(วัน)ครู
posted on 16 Jan 2009 16:59 by munez30 in memoriesremind
วันนี้วันครู เลยคิดว่าอยากอัพเรื่องครูๆ เสียหน่อย เพราะบล็อกผมยังไม่เคยทำธีม "คุณครู" มาก่อนเลย, ครูในที่นี้ขอให้เข้าใจโดยทั่วกันนะครับว่า ไม่ใช่ "อาจารย์" ที่สอนในมหาวิทยาลัย กรุณานึกภาพถึงโรงเรียนประถม-มัธยมบ้านนาทั่วไป
ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ครูต่างกับอาจารย์ตรงที่ ครูจะสอนนักเรียน (นักเรียน คือ พวกที่ยังไมได้ศึกษา ยังไม่รู้ห่าเหวอะไรทั้งสิ้น!) ส่วนอาจารย์จะสอนนักศึกษา (นักศึกษา คือ พวกที่เคยเรียนมาแล้ว ต้องค้นหาเองบ้าง!) โดยส่วนตัวผมเข้าใจแบบนี้จริงๆ เข้าเรื่องกันดีกว่า ก่อนจะยาวไปลำลูกกา และต่อไปนี้คือ 7 ข้อที่คนเคยเป็นนักเรียนอย่างผม อยากได้จากครูครับ..
1.จรรยาบรรณต่ออาชีพ
แน่นอน, ทุกอาชีพย่อมมีจรรยาบรรณเป็นธรรมดาสามัญลูกเสือสำรอง ไม่ว่าคนขายตูดไก่ย่าง ไปจนถึงรมต.เต้าหู้ยี้! (อันนี้ฟังดูไม่ค่อยมีจรรยาบรรณเท่าไรเนอะ) แต่ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ มีหน้าที่แคะงัดขัดเหลา ให้นักเรียนจิตใจดี ความรู้ดี หวงแหนสิ่งแวดล้อม พร้อมใจเคารพธงชาติ, ถ้าวันใดแม่พิมพ์ชำรุดทรุดโทรมลงไปด้วยวัยที่ล่วงผ่าน แต่ในใจครูคงยิ้มตื้นตันยินดี เมื่อเห็นวันที่ลูกศิษย์เรียนจบ เป็นเจ้าคนนายคน ในเมื่อครูดีเป็นครีแก่ชาติ แต่ครูพลาดพลั้ง (ทำอะไรมิดีมิงาม) เมื่อไรถูกไล่ออกแน่!
2.อย่าทำเยี่ยงครูแต่จงเอาอย่างครู
ตอนม.2 ในคาบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์, ครูสุนทร เล่าให้นักเรียนฟังเสมอ โดยเฉพาะไอ้พวกนั่งหลังห้อง อ่านการ์ตูน เล่นปั่นแปะ แคะขี้มูก นอนหลับน้ำลายไหล ว่า "เฮ้ยนี่พวกเอ็งจะเรียนกันไหม?!? ถ้าไม่เรียนก็ออกไปข้างนอกเลย นี่มันห้องเรียนนะ ไม่ใช่สนามเด็กเล่น!" นักเรียนเงียบกริบ พร้อมกระพริบตากันปริบๆ
"ตอนเป็นเด็ก เห็นครูตัวเล็กแบบนี้ ก็เคยเสือกไปยกพวกตีกับเขา เหล้ายาปลาปิ้งก็เอา แต่ก็ไม่เคยทิ้งการเรียน พวกเอ็งก็เหมือนกัน เกเรได้ แต่ต้องเรียนให้ได้ด้วย จำไว้!" นักเรียนซุบซิบๆ "ไม่ต้องคิดจะไปปล่อยลมยางรถครูเลยนะ มาทำที่ครูนี่ อย่าไปทำที่รถ!" ประโยคนี้ผมจำขึ้นใจมาจนถึงตอนนี้เลยครับ แต่น่าเสียดายที่วันนี้ครูเสียชิวิตไปแล้วก็ตาม
3.ไม่เอาใจเด็กเทพไม่เหยียดหยามเด็กเกรียน
สมัยก่อน ผมว่าเด็กเรียนเก่งถ้าไม่นับห้องคิง ก็จะมีประมาณหนึ่งในสี่ของห้อง ส่วนเด็กเกเร (แต่สมัยนี้ต้องเรียกว่าพวกเกรียนนน!!!) จะมีอยู่ไม่กี่คน ส่วนมากจะตัวใหญ่ อึดและถึก ชอบนั่งหลังห้องไม่รู้ทำไม
ผมอยากให้ครูเข้าใจในส่วนนี้ว่า เด็กแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน สมมุตในห้องมีนักเรียน 38 คน จะให้ดีหมด จะให้เลวหมด ก็คงเป็นไปไมได้ ครูต้องไม่เอาใจพวกเด็กเทพใส่แว่นนั่งหน้าเกินไป และต้องไม่บีบบังคับให้เด็กเกรียนแก้สมการให้ได้ ไม่งั้นปรับตก! คนเราตัวก็ต่างกันแล้ว สมองก็ต้องต่างกันด้วย ถ้ามองจากความเป็นจริง เด็กเกรียนอาจจะช่วยครูยกแบกลากหามโต๊ะตู้ชั้นหนังสือได้, ในขณะที่พวกเด็กเทพ มักจะไร้เรี่ยวแรง เฉื่อยแฉะ เหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ, ตั้ง 38 คน มันต้องมีดีคนละอย่างสองอย่างน่าครู
4.ใครจะปั่นจักรยาน 2 ล้อได้ ถ้าไม่เคยปั่น 4 ล้อมาก่อน
งงไหมครับ? ตั้งชื่อให้มันเวอร์ไปงั้นแหละ ผมกำลังหมายถึง ความสามารถให้การคิด-อ่าน-เขียน-เรียน ของนักเรียนครับ บางคนอ่านออกเสียงอักขระภาษาไทยได้ชัดเจนมาก, บางคนคิดสูตรคณิตสาสตร์อย่างว่องไว, ขณะที่บางคนเขียนคัดลายมือภาษาอังกฤษได้สวยงามเหลือเกิน, ครูต้องค่อยเป็นค่อยไปกับนักเรียนบางคน ไม่ใช่เปิดเรียนวันแรกปุ๊ป ครูบอกว่าให้ ดช.ก ไปปลูกถั่วเขียวมาสิ แล้วมาส่งพรุ่งนี้!
วันรุ่งขึ้น ดช.ก เดินคอตกออกจากบ้าน แล้วบอกครูว่า "เมื่อคืนผมตั้งกระถางไว้ที่พื้น สงสัยหนูมันกินถั่วเขียวผมหมดเลยครับครู!" ถ้าเป็นครูทีโหดร้ายจะต้องทำโทษ ด้วยการให้ไปโหนเสาโกลล์กลับหัว 5 ตลบ! แต่ถ้าเป็นครูที่ดีจะพูดเพราะๆ ไปว่า "ไม่เปนไร วันนี้ก็เอาไปตั้งหลังตู้เย็นนะ ลองดูใหม่ อ้อ..อย่าลืมดักหนูด้วยละ"
5.ไททานิคไม่ต้อง ขอเรือแจวก็พอ
มีคนเปรียบครูเป็นเรือจ้างลำน้อย แล้วถ้ารมต.กระทรวงศึกษาธิการ ไม่เป็นเรือไทนานิคเลยหรอ! คุณค่าของครูหนึ่งคนไม่ได้อยู่ที่ครูสอนอะไรแก่เรา แต่อยู่ที่ครูให้อะไรแก่เรามากกว่า, ครูบางคนเงินเดือนสูง แต่กลับมาสอนสายเป็นประจำ ครูบางคนเงินเดือนต่ำ แต่กลับเอาใจใส่ตรวจตราการบ้านนักเรียนทุกวัน ถูกก็ชม ไม่ถูกก็แก้ใหม่, ครูเลยไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เท่าเรือไททานิค แค่จิตใจสูงล้ำประคองพายบนเรือแจวไม่ให้ล่มก็พอ
6.ตำหรับตำราสอดใส้คาราเมล
เวลาเรียนหนังสือ เบื่อวิชาอะไรมากที่สุดครับ! สำหรับผมแล้ว ผมไม่ค่อยเบื่อตัววิชาเท่าไร เบื่อครู (บางคน) ประจำวิชานั้นมากกว่า บางคนเดินเข้ามา ถือหนังสือมาด้วยกองโต สั่งให้นักเรียนท่องโน่น จำนี่ เปิดหน้านี้ เปิดหน้านั้น ตั้งแต่ต้นจนจบ, นักเรียนก็คุยกันไป ตบหัวกันไป ด่าพ่อล้อแม่กันไป ไม่สนใจฟังเลยว่าครูสอนไปถึงไหนแล้ว เป็นผมผมก็เบื่อครับ, ผมจำได้ มีครูอยู่คนหนึ่งชื่อวิเชษฐ หัวล้านเถิก ไว้หนวดเครา แต่กลับสอนภาษาไทย (ทั้งที่บุคลิกแกน่าจะสอนพวกอุตสาหกรรมไรเงี้ย) แถมแต่งกลอนได้ไพเราะเพราะพริ้งทุกงานสำคัญของโรงเรียนซะด้วย!
ครูมักเดินตัวเปล่ามาประจำ แถมบอกหัวหน้าห้องว่า "ไม่ต้องบอกแสดงความเคารพครูนะ เจอกันก็ไม่ต้องไหว้ ใครที่นับถือ ขอให้เก็บไว้ในใจก็แล้วกัน ครูไม่ชอบพวกหน้าไหว้หลังหลอก!" เป็นไงโคตรเจ๋งเลยว่ะ แกเป็นคนที่ทำให้คาบเรียนในวิชาภาษาไทยสนุกสนานครื้นเครง กันทั่วทั้งห้อง, แกจับหนุมาน พระลักษณ์ พระราม มายำเพิ่มเติมสีสัน+ความเฮฮาหน้าทะเล้นของครู กับเรื่องราวปัจจุบัน (ในขณะนั้น 10 ปีที่แล้ว) จากนั้นเป็นต้นมา พวกเราก็ตั้งใจเรียนภาษาไทย ไม่มีใครโดดเรียนซักคน!
7.หัวใจและวิญญาณของความเป็นครู
ข้อนี้ผมว่าสำคัญที่สุดครับ ที่ครูทุกคนพึงจะมีไว้ใส่ตัว ไม่ใช่แค่ความรู้แน่นสมอง ประคองนักเรียนไมได้, ต้องเพิ่มความใส่ใจกับนักเรียน มากกว่าครูกับศิษย์ คือเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ ทั้งผู้ปกครอง ครูต้องเป็นทุกอย่าง, เมื่อคืนผมได้ดูเจาะใจ นำเรื่องราวของ "ครูบุปผาชาติ หมุนสา" ผอ.โรงเรียนวิชาวิดี จังหวัดนครสวรรค์ ที่ทำทุกอย่างเพื่อนักเรียน ไม่มีขาดตกบกพร่อง จุดไคลแม็กซ์อยุ่ที่ มีนักเรียนชายคนหนึ่ง พูดกลั้วน้ำตาว่า "ผมสงสารครูครับ ครูเหนื่อยที่ต้องออกไปหาข้าวของมาให้ผมกับเพื่อนๆ ในวันเด็ก ผมรักครูครับ" เด็กไม่เคยโกหกใครใช่ไหม? ผมว่าจริงแท้และแน่นอน
บางวันครูต้องออกไปขายห่อหมก เพื่อนำรายได้วันละ 200-300 มาจุนเจือใช้จ่ายในโรงเรียน ครูไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อลูกศิษย์ที่ตัวเองรัก ครูเป็นครูด้วยหัวใจใช่หน้าที่ จนได้ฉายาว่า "ครูห่อหมก" ถ้าประเทศของเรามีครูห่อหมกแบบนี้เยอะๆ รับรองว่าในไม่ช้า ลูกหลานของเราคงได้อิ่มเอมชุ่มชื่นหัวใจ กับพ่อแม่คนที่สอง ที่ชื่อว่า "คุณครู"
,,,, ,,,,
"คนเป็นครู-มีเวลาสอนสั่งถึงแค่อายุ 60, ความเป็นครู-จะสั่งสมไปจนวันตาย"
,,,, ,,,,
แด่..คุณครูทุกคนครับ
แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..
ครูกระดาษทราย - ทราย เจริญปุระ

#1 By redtear on 2009-01-16 17:28