จากวันที่ต่างคนต่างอยู่ จากวันที่ต่างคนต่างเดิน, จนถึงวันที่เราได้อยู่ด้วยกันและได้จูงมือเดินด้วยกัน, สมมติว่ามีโลกอยู่ 2 ใบ ในหมู่มวลดาวนพเคราะห์ร้อยพันแปดเก้า และสมมติให้พื้นที่เหล่านั้นเป็นจักรวาลนครบุรีแห่งหนึ่ง

นานมาแล้ว, โลกใบแรก-เป็นของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่อยู่คนละฟากฟ้ามหานคร กับโลกใบที่สอง-ที่เป็นของเด็กผู้หญิงอีกคน โดยที่โลกทั้งสองใบไม่เคยรู้จักกัน

วันเดือนปี วิ่งผลัดกลับไปกลับมา จากต้นปีถึงปลายปี จากคนไม่รู้หน้าเป็นคนรู้จักกัน, 365 ปีต่อมา โลกทั้งสองใบก็โคจรเคลื่อนที่ มาพบกัน, "สวัสดีครับ"/"สวัสดีค่ะ" คือคำพูดแรกที่โลกทั้งสองใบเอ่ยมันออกมาเป็นครั้งแรกในห้วงเวลาถึง 365 ปี

ตอนนี้, โลกทั้งสองใบ ยืนจ้องมองหน้ากัน กุมไม้กุมมือตัวเอง อย่าเก้อเขิล ต่างโลกต่างประหม่า ต่างโลกต่างกลัว รอคอยสะสมระยะเวลาความคุ้นชินให้มากกว่านี้ก่อน, ก็คงไม่ต่างอะไรกับชีวิตของเรา คนสองคน 'บังเอิญ' เดินมาชนกัน ก็เหมือนโลกสองใบ 'บังเอิญ' ลอยนำเงามาซ้อนกัน

จากนี้ต่อไป ก็เป็นเรื่องของ 'ความตั้งใจ' และ 'ความจริงใจ' ของคนทั้งสอง ว่าจะทำยังไงกับโลกอีกใบของคนอีกคน

จะให้เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเราไหม? แล้วเราละ อยากเข้าไปทำความรู้จักกับโลกของเขาไหม? คำถามนี้ ไม่มีใครตอบได้ นอกจากตัวเราเอง คำตอบจะออกหัวหรือก้อย จะไปกลัวมันทำไม โอกาสที่คนสองคนจะได้มาคาบเกี่ยวกัน ไม่ใช่ง่ายๆ อย่างน้อยก็มีความน่าจะเป็นตั้ง 6000 ล้านครั้ง/6000 ล้านคน

บางคนเจอกันแค่ครั้งเดียว แล้วไม่เคยเจอกันอีกเลย ตลอดชีวิต บางคนเจอกันทั้งชีวิต แต่ไม่เคยรู้จักกันเลย แม้แต่สักครั้งเดียว!”

การที่เราจะบุกยึดฐานความมั่นคงของ "โลกส่วนตัว" ของแต่ละคนนั้น มันยากยิ่งกว่าฆ่าบอสในเกมเสียอีก เพราะเราไม่สามารถยึด "ความเป็นตัวของตัวเอง" จากใครได้ และแน่นอน, เราก็คงไม่อยากให้ใครเป่าหูเรา ให้เสียความเป็นตัวเองไป

คนที่มีโลกส่วนตัวสูง ใครๆ อาจคิดไปก่อนว่าเปนเพราะความไม่มีมนุษสัมพันธ์ใช่ไหม? ชอบเก็บตัว? ไม่เข้าสังคม? เก็บกด? หรือสูญเสียอะไรบางอย่างไป? ผมว่าบางที มันอาจจะไม่ใช่สมมติฐานที่เราตั้งไว้ก็ได้ คนที่มีโลกส่วนตัวสูง เขาคงแค่ต้องการอยู่กับความคิดของตัวเอง อยู่กับความฝันของตัวเอง และเมื่อมีโอกาสที่ต้องออกไปสู่ "โลกส่วนรวม" เขาก็คงไม่ต่างจากคนทั่วไป มีกิน มีนอน มีเที่ยว มีเหงา มีหัวเราะ คละเคล้ากันไป

ก่อนที่เราจะไปสบประหม่าโลกส่วนตัวของใคร เราน่าจะมองดูโลกส่วนตัวของตัวเองก่อนดีไหม? ถ้ามันไม่ทำให้ใครหรืออะไรเดือดร้อนก็โอเค เขาก็ต้องการมีชีวิตเป็นของเขา ในขณะที่ เราก็ต้องการชีวิตที่เป็นของเราเช่นกัน

ถ้าพูดถึงการคบหากันของคนสองคน จะเป็นเพื่อน เป็นแฟน หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่า เราไม่ควรบีบบังคับเอาโลกของเขามาใส่โลกของเราทั้งหมด ควรทิ้งระยะห่างระหว่างโลกของเรากับโลกของเขา ไม่ให้ไกลกันจนเกินไป ควรปล่อยให้เขามีโลกส่วนตัวของเขาบ้าง เราก็อยากมีเวลาให้ตัวเองไม่ใช่หรือ?

"ครั้งหนึ่ง, ผมเคยเลิกกับแฟน ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมชอบดูชิงร้อยชิงล้าน! (นึกแล้วก็ยังขำตัวเองไม่หายที่ร้องให้ฟูมฟาย บอกว่าดูจบแล้วจะโทรหาแล้วกัน คำตอบคือ เราเลิกกัน! ซากอ้อยชัดๆ)"

สมมิตว่า..ถ้าโลกสองใบ รวมกันเป็นรถหนึ่งคนเมื่อไร, หน้าที่ของเราที่ต้องทำคือ หมั่นเช็คสภาพความปลอดภัยทั้งหมดให้อุ่นกาย+อุ่นใจ, สอดส่องดูแลเครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจของรถ, จดระยะไมล์บนหน้าปัด เพื่อยืนยันวันที่รู้จักกัน, สูบลมยางแบบกลางๆ เพื่อรักษาอารมณ์ของกันและกัน, สุดท้าย ตลอดเวลาที่ขับรถ เราต้องคิดเสมอว่ามีคนนั่งอยู่กับเราตลอดทาง เราควรจะคิดถึงคนอื่นด้วย ไม่ใช่คิดถึงแต่ตัวเองคนเดียว..

รับรองว่ารถคันนี้จะมีอายุการใช้งานที่ยืนยาว ถ้ารู้จักทะนุถนอมความสัมพันธ์ของอะไหล่ทุกชิ้นที่บรรจุอยู่ในโลกใบนี้

"โลกส่วนตัว" ก็คงไม่ต่างอะไรกับ "โรคส่วนตัว" ชนิดหนึ่งที่อยู่เป็น "โลกประจำตัวเราทุกคน" จะมากจะน้อย ขึ้นอยู่ที่ตัวแปรของสภาพจิตใจของแต่ละคนในขณะนั้น

ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่า คนที่คบกัน ต้องเจอกันบ่อยๆ คุยโทรศัพท์กันทุกวัน กู๊ดมอร์นิ่งกันทุกเช้าและบอกรักกันทุกคืน, แต่ตอนนี้ผมกลับคิดว่า เราน่าจะให้สเปซส่วนตัวของกันและกัน ในเวลาที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน เช่น เราจะไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด เขาจะไปเดินช็อปปิ้งที่เซ็นทรัลเวิร์ล แต่พอต่างคนต่างใช้เวลาส่วนตัวไปแล้ว ที่เหลือก็แค่แบ่งเวลา ไปดูหนัง กินข้าวด้วยกัน มันทำให้ผมนึกถึงเพลงนี้ ที่อธิบายหน้าที่ของ 'โลกส่วนตัวของฉันและเธอ' ได้ชัดเจนที่สุด 

"โรคส่วนตัว" ทางวงการแพทย์ยังยืนยันว่าไม่มียาตัวไหนรักษาให้หายขาดได้ ส่วน "โลกประจำตัว" ทางวงการภูมิศาสตร์ก็ยืนยันอีกว่ามีอยู่ในคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะวัยรุ่น

แต่ผลการพิสูจน์ของผม สามารถยืนยันได้อย่างภูมิใจว่า "โรคส่วนตัว" เป็นอาการของคนป่วย(ใจ)ชนิดหนึ่ง(ไม่ถึงขั้นอกหัก แค่ปวดกบาลอย่างแสนสาหัสเพราะความไม่เข้าใจกันของคน!) และยังไม่มีทีท่าว่าจะมีตัวยาชนิดไหนรักษาผู้ตื้ดเชื้อได้

จากคำบอกเล่าของผู้ป่วย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โรคนี้ต้องได้รับการดูแลจากคนไกล้ชิดสนิทกันเท่านั้น ต้องใช้ "การกระทำ"แทนการผ่าตัด และใช้ "หัวใจ" ในการรักษาเยียวยา

,,,, ,,,,

ปล.พรุ่งนี้ผมต้องไปสัมภาษณ์อะทีมจูเนียร์ ซีซั่น 6 ตื่นเต้นๆ :)

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..

 


ที่ว่าง - Tee Wang - Pause

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แต่โลกของคนบางคนก็ทำหน้าที่เพียงแค่เลื่อนมาซ้อนทับกันในจุดๆ หนึ่ง แล้วก็ผ่านไป
เพราะวงโคจรมันกว้างใหญ่เกินจะโคจรมาซ้อนทับกันซ้ำสอง

และบางครั้งโลกของคนบางคนก็มาเลื่อนซ้อนทับกันบ่อยครั้ง
แต่เจ้าตัวไม่รู้สึกแม้แต่น้อย

โลกเรามันก็โหดร้ายงี้แหละ surprised smile Hot!

#1 By Bluemoon on 2009-01-26 19:26

โรคส่วนตัวของฉันนั้นโคม่า

ไม่ต้องผ่าแต่ใช้"ใจ"แทนใช่ไหม?

มีทุกข์สุขเคล้าคละปะปนไป

ต่างอะไร?..กับโลก..ของส่วนรวม
ชอบดูชิงร้อยชิงล้านเหมือนกันเลยค่ะ
แต่โชคดีที่เขาเข้าใจ ไม่งั้นคงอกหักแน่

sad smile
แค่ชื่อเอนทรี่ก็เจ๋งแล้ว อ่านจบเจ๋งยกกำลัง4

Hot! Hot! Hot! Hot!

จะเป็นนักเขียนหรือจะเป็นหมอเนี่ย อิอิ question question

#4 By so far on 2009-01-26 19:42

ท่าเข้าใจและรับได้ซึ่งกันและกัน ก็คงไม่มีปัญหานี้ครับ และต้องมีคนนึงที่ยอมรับจึงอยู่ด้วยกันได้big smile

#5 By iQ180 on 2009-01-26 19:46


นั้นเพราะเราโตขึ้น
เขาถึงบอกว่า....
เมื่อโตขึ้น..เราจะใจเหตุผลมากกว่าหัวใจ
ปล.1>> เขาไหน? อยากรู้เหมือนกัน...หุหุ
ปล.2>> เสี่ยตาจะรู้ไหมนิ ว่าชิงร้อยชิงล้าน
ทำให้เขาบาดหมาง...หุหุ

#6 By take the road on 2009-01-26 19:46


ชอบโลกส่วนตัว..
เพราะเป็นโลกประจำตัว..
เลยมีโรคส่วนตัว..
เป็นโรคประจำตัว..

confused smile
"ครั้งหนึ่ง, ผมเคยเลิกกับแฟน ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมชอบดูชิงร้อยชิงล้าน! (นึกแล้วก็ยังขำตัวเองไม่หายที่ร้องให้ฟูมฟาย บอกว่าดูจบแล้วจะโทรหาแล้วกัน คำตอบคือ เราเลิกกัน! ซากอ้อยชัดๆ)"


confused smile confused smile ฮาอ่ะ คิดได้ไงเนี่ย

#8 By จอมบงการ on 2009-01-26 20:09

ดูชิงร้อยชิงล้านแล้วทำไมอะ แฟนไม่พอใจอะหรอที่ดูก่อนแล้วค่อยโทร มันน่าเศร้ายิ่งนัก

ไปสัมภาษณ์ขอให้ได้ขอให้โดน

#9 By chockcolate_am on 2009-01-26 20:16

โ ล ก ส่ ว น ต น

#10 By ชิชิ (61.91.165.33) on 2009-01-26 20:17

ชอบเพลง เพราะมาก
ชอบการเปรียบเทียบ จากนิทานมาสู่เรื่องจริง
ชอบการเอาโลกมาเป็นรถ
และชอบคำว่าซากอ้อย!! ตลกดี อิอิ

พรุ่งนี้ขอให้สอบผ่านนะค่ะ เป็นกำลังใจให้ สู้สู้แล้วกัน
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ขอให้ฝันเปนจริง เราคิดว่าน่าจะทำได้ละ

#11 By หวานเย็น on 2009-01-26 20:28

ให้รักคือสายลมผ่านระหว่างเราbig smile

#12 By V@R on 2009-01-26 20:30

ชอบส่วนตัวๆ 55+

ไปสัมภาษณ์ขอให้ผ่านนะ สู้ๆ double wink

Hot! Hot!

#13 By Burning` on 2009-01-26 20:37

โลกส่วนตัวสูง
ชอบที่เปรียบเทียบกับรถยนต์
^^

ความรักเป็นเรื่องของคน 2 คน
ต้องแบ่งสเปซกันให้ดีๆเนอะ
ชอบรูปที่เป็นเม็ดยาอ่ะ สวยดี
ชอบๆ
confused smile

#14 By muchroom (124.121.171.51) on 2009-01-26 20:38

ชิงร้อยชิงล้าน ชะชะช่า


เหอะๆ


ทำไมมันเป็นแบบนี้


sad smile

#15 By dong=ดอง,โด่ง on 2009-01-26 20:59

เอ่อ โรคส่วนตัว .. จริงด้วยแฮะ


ปล.ขอบคุณนะคะ

#16 By iDoi* on 2009-01-26 21:13

อ่านแล้ว..อินตามตลอด..แต่มาฮาตอนเลิกกันเพราะต้องดูชิงร้อยชิงร้าน...คริๆ...


ทุกวันนี้ ไม่มีโลกส่วนตัวเลย..อยู่กับตัวเองไม่ได้ เหงา ว้าเหว่..."เป็นคนขี้เหงา..เข้าใจบ้างซี"..พี่โน่ โน่นเลย.. question

แต่มีเพื่อนและคนรู้จักหลายคน โลกส่วนตัวสูง..แต่เห็นบางครั้ง..ก็ขี้เหงา..มาเข้าชมรมเดียวกันเหมือนกัน..

ขอให้ใช้ การกะทำ และ หัวใจ รักษาโรคส่วนตัว..ให้หายเร็ววันน่ะค่ะ..

big smile
สู้ๆ ขอให้ได้เป็นหนึ่งในอะเดย์ทึมูเนียร์น้า

สาธุ

confused smile

#18 By ชาเขียวaddict on 2009-01-26 21:27

อ้าว ดันพิมพ์ผิด

มาให้ดาว

Hot! Hot! Hot! Hot!

#19 By ชาเขียวaddict on 2009-01-26 21:31

Hot! Hot!
ใช่ๆ คนเราจะอยู่ด้วยกันต้องเข้าใจกันให้มาก
เข้าใจโลกส่วนตัวของเขาด้วยนะ
เป็นกำลังใจให้นะ
นักเขียนคนใหม่ สู้ๆ
Hot! Hot!Hot!

#20 By อยู่กับฝัน on 2009-01-26 21:49

ดี Hot!
ปล.สั้นๆง่ายๆ

#21 By ZAMMA on 2009-01-26 21:55

ดาวดวงหนึ่งหันด้านหนาวๆให้กับดวงอาทิตย์
"อา...อุ่นจัง"

ครั้นทั้งดาวดวงนั้นและดวงอาทิตย์ได้โคจรหมุนรอบกัน

วันหนึ่ง
ถึงเวลาที่ด้านร้อนโคจรมาเจอ

ดาวนั้นคงทนไม่ไหว
จะอยู่ต่อไป
คงร้อนจนต้องละลาย
ถึงเวลาบ๊ายบาย
"ลาก่อนดวงอาทิตย์"

ดวงอาทิตย์เสียใจ
ฉันผิดอะไร
"ก็แค่เป็นตัวของตัวเอง"

#22 By Fonn || AR51 on 2009-01-26 22:17

สู้ๆ โชคดีกับการสัมภาษณ์ครับ

#23 By on 2009-01-26 22:50

อืม...ใครๆก็มีโลกส่วนตัว
ขอให้โชคดีในการสัมภาษณ์นะคะ big smile big smile

#24 By eVeZaa on 2009-01-26 22:56

Hot!

#25 By eVeZaa on 2009-01-26 22:56

ชอบเพลงนี้..

ขอให้ได้ทำตามที่ฝันเน้อ..big smile big smile

#26 By 1411 on 2009-01-27 09:09

สู้ ขอให้สัมภาษณ์ผ่านนะคะ


...เราต่างก็ยืนอยู่บนโลกของตัวเอง...

big smile
เป็นateam ให้ได้นะเว้ย

กูรอซื้อ

#28 By dong=ดอง,โด่ง on 2009-01-27 10:40

ความเข้าใจ เท่านั้น ที่ทำให้คบกันได้ยืนยาว

#29 By ยัยตูดเป็ด on 2009-01-27 12:51

อ่านแล้วรู้สึกดีจังค่ะ
ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่าขอบเขตโลกส่วนตัวในความคิดสองคนไม่เท่ากัน
แล้วจะทำไง เมื่อเราคิดว่าเขามีมากไป
แต่เค้คิดว่ามันพอดีแล้ว Hot! Hot! Hot!

#30 By Sara-au on 2009-01-27 13:34

big smile big smile

#31 By ~Lemon~cicerO~ on 2009-01-27 14:12

เราชอบดูชิงร้อยชิงล้านเหมือนกัน
เค้าก็ชอบดูชิงร้อย ชิงล้านเหมือนกัน

แต่ตอนนี้เราก็เลิกกันแล้ว
สาเหตุอาจจะมาจากอาการของ โรคส่วนตัว นี่ล่ะมั้งbig smile

#32 By b e e c l a s s i c * on 2009-01-27 14:40

บางทีหนูก็ชอบอยู่คนเดียวมากซะจนคิดว่า ชีวิตนี้ไม่น่ามีคู่ sad smile

#33 By ~NuDeE~ on 2009-01-27 16:16

เคารพโลกของกันและกัน
ความสัมพันธ์ยืนยง

#34 By NihaoJAA on 2009-01-27 16:19

เพลงนี้กะจะเอามาใช้เดือนหน้า
ดันมีคนตัดหน้าไปก่อน อิอิ
ทุกคนย่อมมีโลกส่วนตัว
แบ่งเวลา ให้ถูกสัดส่วน

ชีวิตคู่ อยู่ด้วยกัน แค่รักอย่างเดียวไม่พอค่ะ
(พูดง่ายแต่ทำยากมากๆๆ)
ปล.พรุ่งนี้ขอให้สัมภาษณ์ผ่านนะจ๊ะbig smile

#36 By C-C on 2009-01-27 18:18

Hot!
อ่านแล้วใช่เลย

#37 By adtrapper on 2009-01-27 19:59

ต่างคนต่างมีโลกส่วนตัวสูงค่ะ....สูงนักเลยต้องแยกซะเลย

#38 By Mango Hotel on 2009-01-27 20:24

อ่านแล้วนึกถึงประโยคหนึ่งในหนังสือปรัชญาชีวิตของคาลิล ยิบราล

...จงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก
เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันและกันได้

อ่านแล้วชอบจริงๆบทนี้

#39 By *~citrus~* on 2009-01-27 21:02

รู้สึกว่าชอบเอนทรี่นี้Hot!
บางทีก็รู้สึกว่ามีคนให้อะไรเรามากเกินไป
คาดหวังสิ่งเดียวกันกลับไป
ก็ไม่ได้บื้อขนาดไม่รู้เรื่องหรอกนะ
แต่ก็อยากจะให้เพียงสิ่งที่เราตั้งใจจะให้
ไม่ใช่สิ่งที่เธออยากจะได้้

#40 By flawas on 2009-01-27 21:19

วันนี้สัมภาษณ์ในห้องพี่โหน่ง-วงทนงค์ ชัยณรงค์สิงห์
มีพี่ก้อง-บก.อะเดย์, พี่เต้-รองบก.อะเดย์, พี่เอี่ยว-กองบก.อะเดย์, พี่บี-กองบก.อะเดย์
ทำหน้าที่ยิงคำถามนุ่นนี่นั่น???
สัมภาษณ์เสร็จ เดินออกจากห้อง ตื่นเต้นยิ่งกว่ารอผลเอนทรานซ์เสียอีก! มีแต่คนเก่งๆเจ๋งๆทั้งนั้นเลย

กลับมาเห็นบล็อกตัวเองขึ้นฮอตโพส
โอ้ยยย...โคตรมีกำลังใจเลยว่ะ!
ขอบคุณย์ทุกคำอวยพรครับ confused smile confused smile confused smile confused smile
ผมมีโลกส่วนตัวสูง
เพราะฉะนั้นการเข้าถึงคงยากไปนิด

โลกส่วนตัวเปรียบเสมือนงานอาร์ท
ไม่ใช่เจ้าตัว
คงเข้าถึงได้ยาก

#42 By โกเฮง on 2009-01-27 23:48

ข อ บ คุ ณ จ ริ ง ๆ

จ ะ เ ป็ น กำ ลั ง ใ จ

แ ล ะ แ ร ง ผ ลั ก ดั น เ ท่ า ที่ จ ะ ทำ ไ ด้sad smile

#43 By ชิชิ (61.91.166.151) on 2009-01-27 23:48

Hot!

โดนค่ะopen-mounthed smile

#44 By ODYSSY on 2009-01-28 00:00

เราก้คิดงี้ แต่คนนั้นของเรา

จะคิดอย่างเรามั้ยนี่สิ

sad smile

โรคส่วนตัวสูงของเรา


ควรจะเปิดเพื่อคนที่คิดไม่เหมือนเราดีมั้ย


เราจะรักษาโรคของเราดีมั้ย


เพื่อรับคนที่เรารักเข้ามา รึว่าไม่ควร

embarrassed


เห้อๆ นอนดีกว่า คิดมากปวดหัว

#45 By แม่พุดจีบ on 2009-01-28 02:13

ขอบคุณมากค่ะbig smile

#46 By Zhunling on 2009-01-28 02:27

รู้สึกจะเป็นคนไข้โรคนี้เหมือนกัน ฮ่ะๆ
อ้อ เป็นโรค พื้นที่ส่วนตัว สูง ด้วยค่ะ sad smile big smile Hot!

#48 By maebin on 2009-01-28 10:24

ชอบเอนทรี่นี้ค่ะ ชอบโรคส่วนตัว และขอให้โชคดีกับการสัมภาษณ์ surprised smile

อ่านแล้วเห็นภาพเคยค่ะ โลกคนละใบกัน

เรื่องของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะแบบไหน แบบคนรัก หรือแบบเพื่อนต่างต้องใช้การเข้าใจทั้งนั้น

คนที่มีปัญญามาก ก็ฉลาดพอที่จะเข้าใจคนได้มากขึ้น

แต่พระเจ้าได้สร้างสูตรโกงเกมส์ให้เราทุกคน
แม้แต่คนโง่ที่สุดในโลกก็สามารถกดสูตรนี้ได้

เรียกว่า ความรัก

ถ้าเรามีความรัก แบบที่ มีความอดทนเสมอ มีความหวัง และเชื่อในตัวฝ่ายตรงข้ามเสมอ (ลอกมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์เลยทีเดียว)

ความสัมพันธ์แบบไหนในโลกนี้ก็ตาม ก็จะเกิดได้

รักกันไว้้เถิด คนเรา
จะโลกกี่ล้านดวง ก็เชื่อมต่อกันได้ ด้วยความรักค่ะ
big smile

#50 By Atgenda on 2009-01-28 13:57

เขียนได้น่ารักดีค่ะ เป็นการตอบคำถามให้กับปัญหาโลกแตกปัญหาหนึ่งได้เลยทีเดียว

เค้าถึงบอกว่าไม่ว่าจะสนิทกันมากขนาดไหนมันก็ย่อมมีช่องว่างเล็กๆแบ่งไว้อยู่ดี ไม่อย่างนั้นมันจะอึดอัดกันทั้งสองฝ่าย แล้วสุดท้ายก็อยู่ด้วยกันไม่ได้

#51 By *。::Eda::。* on 2009-01-29 19:30