ผลการวินิจฉัยโรคส่วนตัว(สูง)
posted on 26 Jan 2009 18:43 by munez30 in copywriterlover
จากวันที่ต่างคนต่างอยู่ จากวันที่ต่างคนต่างเดิน, จนถึงวันที่เราได้อยู่ด้วยกันและได้จูงมือเดินด้วยกัน, สมมติว่ามีโลกอยู่ 2 ใบ ในหมู่มวลดาวนพเคราะห์ร้อยพันแปดเก้า และสมมติให้พื้นที่เหล่านั้นเป็นจักรวาลนครบุรีแห่งหนึ่ง
นานมาแล้ว, โลกใบแรก-เป็นของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่อยู่คนละฟากฟ้ามหานคร กับโลกใบที่สอง-ที่เป็นของเด็กผู้หญิงอีกคน โดยที่โลกทั้งสองใบไม่เคยรู้จักกัน
วันเดือนปี วิ่งผลัดกลับไปกลับมา จากต้นปีถึงปลายปี จากคนไม่รู้หน้าเป็นคนรู้จักกัน, 365 ปีต่อมา โลกทั้งสองใบก็โคจรเคลื่อนที่ มาพบกัน, "สวัสดีครับ"/"สวัสดีค่ะ" คือคำพูดแรกที่โลกทั้งสองใบเอ่ยมันออกมาเป็นครั้งแรกในห้วงเวลาถึง 365 ปี
ตอนนี้, โลกทั้งสองใบ ยืนจ้องมองหน้ากัน กุมไม้กุมมือตัวเอง อย่าเก้อเขิล ต่างโลกต่างประหม่า ต่างโลกต่างกลัว รอคอยสะสมระยะเวลาความคุ้นชินให้มากกว่านี้ก่อน, ก็คงไม่ต่างอะไรกับชีวิตของเรา คนสองคน 'บังเอิญ' เดินมาชนกัน ก็เหมือนโลกสองใบ 'บังเอิญ' ลอยนำเงามาซ้อนกัน
จากนี้ต่อไป ก็เป็นเรื่องของ 'ความตั้งใจ' และ 'ความจริงใจ' ของคนทั้งสอง ว่าจะทำยังไงกับโลกอีกใบของคนอีกคน
จะให้เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเราไหม? แล้วเราละ อยากเข้าไปทำความรู้จักกับโลกของเขาไหม? คำถามนี้ ไม่มีใครตอบได้ นอกจากตัวเราเอง คำตอบจะออกหัวหรือก้อย จะไปกลัวมันทำไม โอกาสที่คนสองคนจะได้มาคาบเกี่ยวกัน ไม่ใช่ง่ายๆ อย่างน้อยก็มีความน่าจะเป็นตั้ง 6000 ล้านครั้ง/6000 ล้านคน
“บางคนเจอกันแค่ครั้งเดียว แล้วไม่เคยเจอกันอีกเลย ตลอดชีวิต บางคนเจอกันทั้งชีวิต แต่ไม่เคยรู้จักกันเลย แม้แต่สักครั้งเดียว!”
การที่เราจะบุกยึดฐานความมั่นคงของ "โลกส่วนตัว" ของแต่ละคนนั้น มันยากยิ่งกว่าฆ่าบอสในเกมเสียอีก เพราะเราไม่สามารถยึด "ความเป็นตัวของตัวเอง" จากใครได้ และแน่นอน, เราก็คงไม่อยากให้ใครเป่าหูเรา ให้เสียความเป็นตัวเองไป
คนที่มีโลกส่วนตัวสูง ใครๆ อาจคิดไปก่อนว่าเปนเพราะความไม่มีมนุษสัมพันธ์ใช่ไหม? ชอบเก็บตัว? ไม่เข้าสังคม? เก็บกด? หรือสูญเสียอะไรบางอย่างไป? ผมว่าบางที มันอาจจะไม่ใช่สมมติฐานที่เราตั้งไว้ก็ได้ คนที่มีโลกส่วนตัวสูง เขาคงแค่ต้องการอยู่กับความคิดของตัวเอง อยู่กับความฝันของตัวเอง และเมื่อมีโอกาสที่ต้องออกไปสู่ "โลกส่วนรวม" เขาก็คงไม่ต่างจากคนทั่วไป มีกิน มีนอน มีเที่ยว มีเหงา มีหัวเราะ คละเคล้ากันไป
ก่อนที่เราจะไปสบประหม่าโลกส่วนตัวของใคร เราน่าจะมองดูโลกส่วนตัวของตัวเองก่อนดีไหม? ถ้ามันไม่ทำให้ใครหรืออะไรเดือดร้อนก็โอเค เขาก็ต้องการมีชีวิตเป็นของเขา ในขณะที่ เราก็ต้องการชีวิตที่เป็นของเราเช่นกัน
ถ้าพูดถึงการคบหากันของคนสองคน จะเป็นเพื่อน เป็นแฟน หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่า เราไม่ควรบีบบังคับเอาโลกของเขามาใส่โลกของเราทั้งหมด ควรทิ้งระยะห่างระหว่างโลกของเรากับโลกของเขา ไม่ให้ไกลกันจนเกินไป ควรปล่อยให้เขามีโลกส่วนตัวของเขาบ้าง เราก็อยากมีเวลาให้ตัวเองไม่ใช่หรือ?
"ครั้งหนึ่ง, ผมเคยเลิกกับแฟน ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมชอบดูชิงร้อยชิงล้าน! (นึกแล้วก็ยังขำตัวเองไม่หายที่ร้องให้ฟูมฟาย บอกว่าดูจบแล้วจะโทรหาแล้วกัน คำตอบคือ เราเลิกกัน! ซากอ้อยชัดๆ)"
สมมิตว่า..ถ้าโลกสองใบ รวมกันเป็นรถหนึ่งคนเมื่อไร, หน้าที่ของเราที่ต้องทำคือ หมั่นเช็คสภาพความปลอดภัยทั้งหมดให้อุ่นกาย+อุ่นใจ, สอดส่องดูแลเครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจของรถ, จดระยะไมล์บนหน้าปัด เพื่อยืนยันวันที่รู้จักกัน, สูบลมยางแบบกลางๆ เพื่อรักษาอารมณ์ของกันและกัน, สุดท้าย ตลอดเวลาที่ขับรถ เราต้องคิดเสมอว่ามีคนนั่งอยู่กับเราตลอดทาง เราควรจะคิดถึงคนอื่นด้วย ไม่ใช่คิดถึงแต่ตัวเองคนเดียว..
รับรองว่ารถคันนี้จะมีอายุการใช้งานที่ยืนยาว ถ้ารู้จักทะนุถนอมความสัมพันธ์ของอะไหล่ทุกชิ้นที่บรรจุอยู่ในโลกใบนี้
"โลกส่วนตัว" ก็คงไม่ต่างอะไรกับ "โรคส่วนตัว" ชนิดหนึ่งที่อยู่เป็น "โลกประจำตัวเราทุกคน" จะมากจะน้อย ขึ้นอยู่ที่ตัวแปรของสภาพจิตใจของแต่ละคนในขณะนั้น
ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่า คนที่คบกัน ต้องเจอกันบ่อยๆ คุยโทรศัพท์กันทุกวัน กู๊ดมอร์นิ่งกันทุกเช้าและบอกรักกันทุกคืน, แต่ตอนนี้ผมกลับคิดว่า เราน่าจะให้สเปซส่วนตัวของกันและกัน ในเวลาที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน เช่น เราจะไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด เขาจะไปเดินช็อปปิ้งที่เซ็นทรัลเวิร์ล แต่พอต่างคนต่างใช้เวลาส่วนตัวไปแล้ว ที่เหลือก็แค่แบ่งเวลา ไปดูหนัง กินข้าวด้วยกัน มันทำให้ผมนึกถึงเพลงนี้ ที่อธิบายหน้าที่ของ 'โลกส่วนตัวของฉันและเธอ' ได้ชัดเจนที่สุด
"โรคส่วนตัว" ทางวงการแพทย์ยังยืนยันว่าไม่มียาตัวไหนรักษาให้หายขาดได้ ส่วน "โลกประจำตัว" ทางวงการภูมิศาสตร์ก็ยืนยันอีกว่ามีอยู่ในคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะวัยรุ่น
แต่ผลการพิสูจน์ของผม สามารถยืนยันได้อย่างภูมิใจว่า "โรคส่วนตัว" เป็นอาการของคนป่วย(ใจ)ชนิดหนึ่ง(ไม่ถึงขั้นอกหัก แค่ปวดกบาลอย่างแสนสาหัสเพราะความไม่เข้าใจกันของคน!) และยังไม่มีทีท่าว่าจะมีตัวยาชนิดไหนรักษาผู้ตื้ดเชื้อได้
จากคำบอกเล่าของผู้ป่วย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โรคนี้ต้องได้รับการดูแลจากคนไกล้ชิดสนิทกันเท่านั้น ต้องใช้ "การกระทำ"แทนการผ่าตัด และใช้ "หัวใจ" ในการรักษาเยียวยา
,,,, ,,,,
ปล.พรุ่งนี้ผมต้องไปสัมภาษณ์อะทีมจูเนียร์ ซีซั่น 6 ตื่นเต้นๆ :)
แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..
ที่ว่าง - Tee Wang - Pause

เพราะวงโคจรมันกว้างใหญ่เกินจะโคจรมาซ้อนทับกันซ้ำสอง
และบางครั้งโลกของคนบางคนก็มาเลื่อนซ้อนทับกันบ่อยครั้ง
แต่เจ้าตัวไม่รู้สึกแม้แต่น้อย
โลกเรามันก็โหดร้ายงี้แหละ
#1 By Bluemoon on 2009-01-26 19:26