หนูไม่รู้!
posted on 21 May 2009 22:03 by munez30 in allaboutstoryทีแรกนั่งคิดอยุ่ตั้งนานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีป่าว เพราะไม่รู้คนอื่นเค้าจะอยากรู้ไหม? รู้ไปแล้วจะได้อะไร? จริงๆ มันเป็นเรื่องที่ไม่ต้องรู้ก็ได้ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมขอเล่าให้ฟังฟรีแล้วกัน ถ้าใครอ่านจนถึงบรรทัดสุดท้าย ผมคงจะดีใจ! และเชื่อว่าคุณคงเข้าใจ ว่าทำไมผมถึงอยากเล่าให้ฟังหนักหนา ตั้งใจฟังให้ดีนะครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า..
เมื่อตะกี้ผมไปทำธุระแถวถนนข้าวสารมา พอดีขากลับกำลังจะเดินไปเอามอไซค์ ฝนตกพรำๆ (อีกแล้ว!) ระหว่างทางนั้นผมเดินสวนกับผู้ชายรูปร่างล่ำสันคนหนึ่งในที่ค่อนข้างมืดสลัว ไม่ทันสังเกตว่าเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ เรื่องมันเกิดขึ้นเร็วมาก
จู่ๆ ก็มีหนูตัวนึง วิ่งตัดหน้าผู้ชายคนนั้น แล้วขามันดันไต่ไปบนรองเท้าเขาของ วินาทีต่อมาชายคนนั้นถอดรองเท้าออกข้างนึง ขณะที่หนูกำลังวิ่งไปไกล้จะถึงกระถางต้นไม้ วินาทีต่อมาชายคนนั้นก็ได้ขว้างรองเท้าข้างนั้นออกไปเต็มแรง เป้าหมายคือหนูตัวนั้น ผลปรากฏว่าหนูตัวนั้นวิ่งหนีไม่ทัน เลยโดนขอบรองเท้าเข้าอย่างจัง!
ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียง ‘ตุ๊บ!’ วินาทีต่อมาชายคนเดิมก็เดินไปหยิบรองเท้าคู่นั้น เคาะลงกับพื้นสองสามที นำมาสวมใส่ที่เดิม แล้วเดินลอยหน้าลอยตาไปราวกับว่า ทุกวินาทีที่ผ่านมา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น!
ทุกวินาทีของชายคนนั้น กับ ทุกวินาทีของหนูตัวนั้น แตกต่างกันเหลือเกิน..
ฝ่ายหนึ่งมีสถานะผู้ล่า หมายจะเอาชีวิตให้ถึงที่สุด! อีกฝ่ายมีสถานะเป็นผู้ถูกล่า พยายามดิ้นรนทุกหนทางเพื่อรักษาชีวิตให้รอดพ้นจากอันตราย! ผู้ชนะรับสิทธิให้ยืนอยู่ต่อไป ส่วนผู้แพ้ถูกกำหนดให้หมดลมหายใจ สิทธิที่จะได้รับมีแค่เพียงความตายสิ่งเดียว
มันเป็นกฎของธรรมชาติ มันเป็นวัฏจักรของการใช้ชีวิต มันเป็น..ฯลฯ
ผมเข้าใจเรื่องนั้นดี ว่าทุกสิ่งย่อมลู่ไปตามแรงลม แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนสมัยนี้รีบด่วนตัดสินใจอย่ามุทะลุเกินไป! จนในบางครั้งสิ่งที่คิดว่า ‘เล็ก’ สำหรับตัวเอง อาจจะกลายเป็นเรื่องที่ ‘ใหญ่’ ของใครอีกคนก็ได้
ถ้าชายคนนั้น 'นิ่ง' กว่านี้สักหน่อย (ภาษาบอลเค้าเรียกว่ามีความเป็นโปรเฟสชั่นนอล ก็คือมีความเป็นมืออาชีพ) และคิดไต่ตรองสักนิดกับเรื่องขี้ผง หนูตัวนั้นก็คงวิ่งกลับไปหาลูกเมียของมันที่ซ่วนตัวอยู่ในท่อที่ไหนสักแห่ง แต่บังเอิญว่าเค้าไมได้คิดแบบนั้น!
หลายนาทีต่อมาผมรุดเข้าไปหาหนูตัวนั้น พบว่ามันดิ้นกระแด่วๆๆ อยู่ตรงนั้น เสียง ‘ตุ๊บ’ ที่ผมได้ยินก็คงเป็นเสียงสุดท้ายที่หนูตัวนี้ได้ยินเหมือนกัน ผมรู้ว่าตอนนี้มันคงร้องให้ คิดถึงใครสักคนที่มันรัก
สักพักผมเดินไปหักกิ่งไม้แล้วกลับมาจิ้มๆ เขี่ยๆ ที่ลำตัวของมัน แต่แล้วร่างกายมันก็แน่นิ่ง ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ ถูกส่งมาเลย ผมนั่งจ้องมองมันจนน้ำตาตัวเองจะไหล (โปรดปรับ ‘รสนิยม’ ในการอ่าน..) ไอ้สัดดดเอ้ย!!! ถ้ามีคนปารองเท้าใส้หน้าแม่มึง! มึงจะรู้สึกยังไงว่ะ! หนูแม่งก็เป็นแค่สัตว์ตัวนึง มันไปทำร้ายโคตรเหง้าของมึงตั้งแต่ชาติปางไหนว่ะ แม่งงง!!!
นาทีต่อมา ผมเด็ดใบไม้จากต้นอะไรซักต้นมาปิดคลุมร่างที่ไร้ลมหายใจของมัน แล้วกลับมาคิดถึงเรื่องตัวเอง..
ลูกครอก! (ลูกปลาช่อน) ลูดอ็อด! ลูกเจี๊ยบ! กิ้งก่า! จิ้งเหลน! สัตว์พวกนี้ผมเคยลงมือฆ่ามันมาหมดแล้ว แต่นั่นมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมไม่ได้ ‘ฆ่า’ สิ่งมีชีวิตตัวไหนอย่างจงใจมานานแล้ว เพราะตอนนี้ผมเข้าใจว่าชีวิตมันมี ‘คุณค่า’ และ ‘ความหมาย’ มากแค่ไหน
ทางพระพุทธศาสนาบอกไว้ว่าการฆ่าสัตว์นั้นจะผิดหรือไม่ผิด มันอยู่ที่ ‘เจตนา’ เป็นสำคัญ รวมถึงการรักษาศีลทุกข้อด้วย
ป่านนี้ชายหนุ่มคนนั้นจะรู้ตัวไหมว่าได้ทำผิดศีลข้อที่หนึ่ง และหนูตัวนั้นจะรู้ไหมว่าการจบชีวิตของมันก็มีประโยชน์มากพอที่จะทำให้คนอย่างผม ‘หยุด’ มองดูการจากไปของสิ่งมีชีวิตชนิดหนู ด้วยน้ำมือของสิ่งมีชีวิตชนิดคน-อย่างเช่นเรา
ถ้าหนูตัวอื่นๆ ต้องตายด้วยสาเหตุเดียวกันนี้
การตายของหนูทุกตัวบนโลก ก็คงเป็นเรื่องที่แสนจะ ‘ธรรมดา’ ที่ ‘ธรรมะ’ ไม่มีวันชนะคนทำ.
,,,, ,,,,
แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..

#1 By Nancy อารมณ์ดี on 2009-05-21 22:14