q & a dreamer man
posted on 07 Jun 2009 15:03 by munez30 in lifeonmyways(คำเตือน: เอนทรี่นี้ยาวมากกก..แต่อยากให้อ่านกันจนจบเน้อ สู้ๆ)
เรื่อง > จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์
ภาพ > ศุภโชค พิเชษฐ์กุล
to be a better more
โดนสัมภาษณ์นี่รู้สึกยังไง
เฉยๆนะ ปกติชอบให้คนมาซักนะ ยิ่งเจอคนคอเดียวกันนี่ยิ่งชอบเลย ถ้าเจอคำถามในสิ่งที่ไม่ชอบก็ตอบได้นะ แต่อาจจะตอบได้ไม่ดี ถ้าถามในสิ่งที่ไม่รู้จะไม่ตอบเพราะไม่รู้ คือจะตอบความจริงมากกว่า ไม่ใช่โม้ เพราะมันคงไม่ใช่คำตอบที่ดี
แล้วคำตอบที่ดีเป็นไง
เราเชื่อมาเสมอว่าคำตอบที่ดีจะมาจากคำถามที่ดี แต่บางทีคำถามที่คิดว่าดีแล้วอาจจะไม่ได้คำตอบที่ดีเสมอไป คำตอบที่ดีคงสอดคล้องไปกับคำถามนั้นมั้ง ซึ่งคำถามนั้นอาจจะไม่ดี แต่บางทีคนตอบมีทักษะในการตอบ ก็อาจจะเพิ่มมูลค่าให้คำถามนั้นได้ กลายเป็นคำตอบที่ดีต่อมา
คิดว่าตัวเองชอบถามหรือชอบตอบมากกว่ากัน
ทั้งสองอย่างนะ เวลาอยากรู้เรื่องอะไรก็มักจะถามคนคนนั้นคนนี้ แต่เวลาใครถามก็จะตอบนะ ตอบจริงจังนะไม่ใช่ตอบแบบกวนตีน (หัวเราะ)
คิดว่าสักวันนึงจะมีคนมานั่งสัมภาษณ์แบบนี้มั้ย
ไม่เคยอะ ไม่เคยคิดเลย แค่เข้ามาในนี้ก็เกินความคาดหมายแล้วล่ะ นี่ก็ครั้งแรกในชีวิตเหมือนกันทีมีคนมาสัมภาษณ์จริงจังแบบนี้
ดูเหมือนคิดว่าการสัมภาษณ์นี่ยิ่งใหญ่กับการทีคนคนนึงโดนอีกคนสัมภาษณ์เลยนะ
เราว่าหน้าที่ของคนไปสัมภาษณ์มันยิ่งใหญ่กว่าคนให้สัมภาษณ์ เพราะตอนที่เราเป็นคนสัมภาษณ์เองมันดูยิ่งใหญ่นะ มันคือหน้าที่ชิ้นหนึ่งที่ต้องทำออกมาให้ดี แต่พอกลับกันมาเป็นผู้ให้สัมภาษณ์กลับรู้สึกเฉยๆ คือไมได้รุ้สึกว่ามันพิเศษอะไร
เมื่อกี้บอกว่าแค่เข้ามานี่ก็เกินความคาดหมายแล้ว แสดงว่าให้ค่ากับการเป็นจูเนียร์ 6 มากๆ
ใช่ ให้คุณค่านะ เหมือนเราจดจ่อกับอะไรสิ่งหนึ่งมานานแล้ว เหมือนเป็นหมาล่าเนื้อ เห็นเนื้ออันนี้มานานแล้ว ไม่เคยฉกมากินได้ซักที ก็รอเวลาฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่ง เพื่อที่จะไปหยิบเนื้อชิ้นนั้นมาได้ ถ้าพูดเป็นสัดส่วนก็เหมือนกับว่า ถ้าเราไม่กินมันอาจจะไม่ตายไง แต่ถ้าเรากินแล้วมันคงเป็นอาหารที่อร่อยมื้อนึงที่สุดในชีวิตก็ว่าได้
แต่ถ้าเป็นอาหารอร่อยอย่างเดียวคงไม่พอมันต้องอิ่มด้วย รู้สึกอิ่มปะ
อิ่มนะ ผมรู้สึกว่าเป็นคนกินน้อย กินไม่เยอะ แต่ก็กินเสมอต้นเสมอปลาย กินไปแล้วมีความสุขที่จะกิน ผมว่าเป็นสิ่งที่ดี
กว่าจะได้เข้ามากินนี่ยากนะ ทำไมเลือกจะกินแต่น้อย
คงเพราะแบ่งๆ ให้คนอื่นกินบ้างมั้ง อย่างเบลล์เป็นบก. เบลล์กินเยอะใช่มั้ย ไหนจะต้องกินงานของตัวเองและยังต้องดูงานที่คนอื่นกินด้วย คือความรับผิดชอบมันเยอะมากเลยไง
ไม่มองว่ามันเป็นปุฟเฟต์หรอ คือกินเท่าไรก็กินไม่หมด
คงไม่ใช่ปุฟเฟต์นะ เพราะผมคิดว่าความหิวของคนเราไม่เท่ากัน เวลากินเข้าจริงผู้หญิงกับผู้ชายก็กินต่างกันแล้ว บางคนเป็นนักกีฬาต้องกินเยอะ มันอยู่ที่ความอิ่มมากกว่า ไม่ใช่อิ่มแล้วก็ยังตะกละตะกลาม ถึงแม้ว่าที่นี่จะจัดปุฟเฟต์มาให้ชุดใหญ่ แต่เราว่ากินเท่าที่อิ่มอะพอแล้ว แต่ก็ต้องแบ่งให้คนอื่นกินด้วยนะ ไม่ใช่ว่ากินคนเดียวเลย
พูดถึงตอนนี้มันเข้าโค้งสุ้ดท้ายแล้วนะ มันไกล้ปิดปุฟเฟต์แล้วนะ
ใช่ไง ตอนแรกเรามีอาหารให้กินน้อย แต่ตอนนี้มันเริ่มมีอะไรมาให้กินเยอะขึ้นแล้ว เราต้องรักษามาตรฐานให้ดีเพราะว่าตอนนี้อาหารเยอะขึ้น คนกินเท่าเดิม เราก็ต้องช่วยกันกิน จากตอนแรกคือแบ่งๆ กันกินนะ แต่ตอนนี้คือทำยังไงจะช่วยกันกินให้หมด ถึงแม้มันจะเป็นปุฟเฟต์ก็เหอะ แต่งานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกราใช่ปะ
เคยได้ยินที่พูดในวงประชุมวันนั้นว่าติดจูเนียร์เนี่ยตายได้ตาย ล้อเล่นใช่ปะ
เฮ้ย! พูดจริง คนอื่นให้ความหมายยังไงไม่รู้นะ แต่สำหรับเราเราให้ความสำคัญกับชีวิตมากเลยไง ชาติเดียวนะทำไงได้ เคยอ่านกัมพูชาพรืบตาเดียวมั้ยนั่นแหละ ที่พูดวันนั้นเราคิดก่อนพูดนะ พูดออกมาจากใจจริงๆ คือเหมือนอย่างทหารที่ได้รบเคียงบ่าเคียงไหล่และตายในสนามรบก็ถือว่าแบบภูมิใจในชาตินี้ที่ได้เกิดมา แต่สำหรับเราเราเป็นแค่นักศึกษาคนนึงที่สมัครเข้ามา เราเป็นทหารไมได้หรอกแต่เราอยากทำในสิ่งที่เราอยากเป็นเนี่ย ถึงพรุ่งนี้ถ้าเกิดจะตายแต่เราก็ตายในสนามรบ มันเป็นความภาคภูมิใจที่เราให้ค่ากับชีวิตที่ผ่านเข้ามาตั้งแต่เล็กจนโต
เราถูกปลูกฝังหลายอย่างมาจากพ่อแม่ไงว่าต้องให้คุณค่ากับชีวิต พูดง่ายๆ ทุกวันนี้ยังลำบากอยู่เลย บ้านอยู่ในสลัม พ่อแม่จน แม่เป็นขาวนามาก่อน พ่อเป็นแค่พนักงานขับรถ เค้าทำงานหาเช้ากินค่ำเพื่อส่งเราเรียนจนจบ นั่นคือความหวังของเค้าที่จะให้เราเติบโตมา เค้าสอนเสมอว่าอย่ายืนบนหลังคนอื่น เป็นลูกผู้ชายต้องให้เกียรติผู้หญิง คือเล็กๆ น้อยๆ อะ เราว่ามันเป็นรายละเอียดของชีวิตนะ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้รวมเรื่องอื่นด้วย
อย่างตอนเด็กๆ เราชอบฆ่าสัตว์มากเป็นโรคจิตอย่างนึง เจอกิ่งก่าก็ยิง เจอปลาก็ยิง ยิงไม่พอเอามาต้มอีก ก่อไฟเอาปี๊ปตั้งเอาใบกระเพราเด็ดใส่ นั่นคือวามคิดแบบเด็ก ตอนนั้นเรายังไม่รู้ใช่ปะว่าอะไรคืออะไร พ่อแม่ก็เตือนไปดิว่าทำบาปมันไม่ดีนะลูกเวรกรรมจะตามสนอง เราเข้าใจเลยว่าความหมายของเด็กมันคืออะไร
พอเราโตมาเราคิดได้ไง ทุกวันนี้น้อยมากที่จะคิดทำร้ายสัตว์ เพราะทางธรรมะเค้าสอนไว้ว่าการทำอะไรมันอยุ่ที่เจตนาใช่ปะ ทุกวันนี้ไม่เคยคิดที่จะทำร้ายอะไรใครเลย
อย่างที่บอกว่าไม่ใช่คนที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบสบายตั้งแต่เด็กๆคิดว่าไอ้ความลำบากมันเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตบ้างปะ
มากๆ เลย เนี่ยแหละมันเลยเป็นสิ่งที่เราต้องพยามมากกว่าคนอื่นสองเท่าไง เราร็รากเหง้าของเราดีว่าไมได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ถามว่าลำบากมั้ยคือเราอะไม่ลำบาก แต่เราเห็นพ่อแม่ลำบากมาตลอด อย่างไก่ KFC เนี่ยถามว่าเราเคยกินมั้ย เด็กบ้านนอกอย่างเรากว่าจะได้กินเนี่ยก็คือตอนเข้ากรุงเทพ จนมาสมัยนี้น้องเราได้กินมาตั้งแต่เด็กๆ เราเลยถามแม่ว่าทำไมแต่ก่อนแม่ไม่ซื้อให้กินบ้าง แม่ก็บอกว่าแล้วมันมีซะที่ไหน ถ้ามีก็ซื้อให้กินไปแล้ว
ตรงนี้มันเป็นความพยายามที่ต้องมากกว่าคนอื่น คือเราต้องลากหรืออุ้มพ่อแม่ออกมาจากความลำบากที่มีมาค่อนชีวิตแล้ว เราไมได้อยู่แบบสุขสบาย บ้านก็ไม่มีแอร์นอนมุ้ง ข้าวก็กินแบบธรรมดา ทะเลก็นานๆ จะไปทีครั้งล่าสุดเพิ่งไปปีที่แล้ว ก่อนหน้านั้นไมได้ไปมา 7 ปีเต็มๆ คือทุกอย่างเราไมได้จดหรอกแต่เราเป็นคนชอบจำ เรามักจะจำภาพบรรยากาศของอะไรๆ ได้ดี ความลำบากมันเลยสอนให้เราอดทน
.
"เราเป็นทหารไมได้หรอกแต่เราอยากทำในสิ่งที่เราอยากเป็นเนี่ย ถึงพรุ่งนี้ถ้าเกิดจะตายแต่เราก็ตายในสนามรบ มันเป็นความภาคภูมิใจที่เราให้ค่ากับชีวิตที่ผ่านเข้ามาตั้งแต่เล็กจนโต"
.
แล้วได้เอาความลำบากตรงนี้มาเป็นแรงผลักดันอะไรในชีวิตบ้าง
อย่างแรกเลยคือตั้งใจเรียน อย่างเราเป็นเด็กต่างจังหวัดเรียนได้สองกว่าก็บุญโขแล้ว เป็นคนเรียนไม่เก่งพูดได้เลย จนเข้ามหาลัยปีหนึ่งปีสอง ก็ไมได้คิดอะไรแค่ไปเรียนวันๆ ตื่นเช้ามาอาบน้ำแต่งตัวมีหน้าที่ต้องไปเรียนนะ คิดแค่ว่าพ่อแม่ส่งให้เรียน พอเริ่มปีสามปีสี่เริ่มมีความคิด มีความฝันแล้วว่าอยากทำนู่นทำนี่ เพราะว่าเราจนไง เราเลยต้องทะเยอทะยานแต่ไม่ใช่เอาเปรียบคนอื่นนะ
คือคนอื่นอาจจะคิดว่าการเรียนไม่สำคัญ ที่เราตั้งใจเรียนเพื่อหนึ่ง-ความรู้มันอยู่กับเราไม่มีใครปล้นเอาไปได้แน่ๆ สอง-เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ อย่างเราเรียนได้สองกว่ามาตลอด พอปีสองซัดไป 3.50 เป็นครั้งแรกที่เราทำได้ในชีวิตแล้วก็รักษามาตรฐานมาโดยตลอด จนแม่บอกว่าภูมิใจในลูกชายคนนี้
โอเค ตอนนี้เราเรียนจบให้เค้าได้แล้วถึงจะไม่ได้เกียรตินิยมก็เหอะ นี่เหลืออยุ่อย่างเดียวคือยังไม่ได้บวช ถ้าบวชเมื่อไรเค้าคงจะภูมิใจขึ้นมาอีกขั้นนึง
ดูจะเป็นคนที่แคร์พ่อแม่มากเลยนะ
ใช่ เพราะว่าพ่อแม่คือทุกอย่างในชีวิตเรา เราคงอยู่ไมได้ถ้าไม่มีเค้า คือโอเคเข้าใจว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าหรอก แต่ถ้าวันนึงเราไม่มีเค้าแล้วเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไง คือเค้าดูแลเรามาทั้งชีวิตแล้วไง ตอนนี้มันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เราจะต้องกลับไปดูแลเค้าบ้าง เราก็ยังอยากจะให้เค้าอยุ่กับเราไปนานๆ โตไปมีครอบครัวก็อยากให้อยู่บ้านหลังคาเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันมันก็ยาก จะมีใครทีมีความคิดตรงกับเราซึ่งหายากมาก
พูดถึงเรื่องความฝันบ้าง เห็นว่าอยากเป็นนักเขียนใช่ปะ รู้มั้ยว่างานนี้เงินมันน้อย
เพิ่งรู้ แต่เราไม่ได้สนใจเรื่องเงินเลยไง รู้แค่ว่าไม่อยากทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน จริงๆ พ่อแม่อยากให้รับราชการ แต่เราเป็นคนหัวลั้นไม่อยากเข้า บอกตัวเองมาโดยตลอดว่าไม่อยากทำ อยากทำงานอะไรที่เป็นของตัวเองและก็เป็นนักเขียนไปด้วย กิจการคงไม่ใหญ่โตหรอก เคยคิดไว้ว่าอยากเปิดร้านขายปลา เปิดร้านขายเกม เพราะเราเลี้ยงปลาและก็ชอบเล่นเกม ใช้ชีวิตให้ยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเองและได้ทำในสิ่งที่เราชอบไปด้วย
บางทีการทำงานที่รักแต่ได้เงินน้อยแล้วมันจะเป็นอุปสรรคต่อการดูแลคนที่เรารักนะ
เนี่ยดิปัญหา ทุวันนี้ที่พ่อแม่ทะเลาะกันบ้างก็เพราะเรื่องเงิน เงินแม่งสำคัญมาก
บางคนความคิดแม่งสุดโต่งจะทำตามความฝันแม้เงินจะน้อยก็กัดก้อนเกลือกิน
เราคงไม่ขนาดนั้น เราคิดแค่ว่าทำเท่าที่ทำได้ อย่างเราเคยคิดอยากออกเดินทางแบบแบคแพ็คเกอร์นะ แต่ไม่มีเงิน ทุกวันนี้เงินใช้เช้าเย็นหมด แล้วจะเอาเงินจากไหนไปว่ะ เกิดมายังไม่เคยขึ้นเครื่องบินซักครั้งเลย เนี่ยละเราจะต้องทำให้ได้ไง พ่อแม่เราก็ยังไม่เคยขึ้นเครื่องบินเลย เราเคยสัญญากับเค้าไว้ว่าถ้าเราโตทำงานแล้วจะพาไปขึ้นเครื่องบินนะ
เราเคยฝันว่าอยากไปลอนดอน ไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์ คือมันอาจจะฝันไกล แต่ไม่เคยมาคิดนะว่าจะต้องนั่งเครื่องบินไปเชียงใหม่ เพราะนั่งรถไฟไปก็ได้ ยอมทนลำบากเสียเวลาเป็นสิบขั่วโมงก็ได้ เจอช้าเจอเร็วมันก็คือเชียงใหม่วันยันค่ำ เสียดายที่มันไม่มีรถไฟไปลอนดอนว่ะ (หัวเราะ)
นี่คือความฝันสูงสุดหรือยัง
สูงสุดแล้ว แต่เรายังมีความฝันอีกหลายอย่างคือคนเรามีสิทธิที่จะฝันใช่ปะ บางคนบอกว่าฝันไปทำไมอนาคต พรุ่งนี้อาจโดนรถชนตายก็ได้ เราไม่ได้อยากรวยแต่เราอยากมีความสุข ฝันไว้ว่าอยากมีบ้านของตัวเองซักหลัง ทุกวันนี้บ้านก็เช่าอยู่ ที่ดินของตัวเองก็ไม่มี ที่เราอยู่สิ่งแวดล้อมแม่งเลวร้ายสุดๆ มีตั้งแต่ยาเสพติดยันโสเภนี เราต้องทำยังไงให้ไม่ถูกกลืนไปกับสถานที่ที่เราอยู่
ด้วยความที่พ่อแม่ยังอยู่เราจะทำให้เค้าผิดหวังไมได้เป็นลูกชายคนโตด้วย ความฝันเรามันเยอะ อยากมีบ้านที่เป็นของตัวเองจริงๆ อยากแบคแพ็คเกอร์ อยากไปแมนเชสเตอร์ อยากเป็นนักเขียน โอเคถ้ามันทยอยทำได้ก็ดี มันขึ้นอยู่กับโอกาสและโชคชะตาด้วย
อย่างตอนที่สมัครจูเนียร์ยังคิดว่าไม่ติดหรอก ไมได้เก่งชนาดนั้น เชื่อปะแล้วทำไง เราไปไหว้พระพรหมครั้งแรกในชีวิต แล้วอธิฐานว่าถ้าติดจะไปวิ่งรอบโบสถ์คริสต์แถวบ้าน 10 รอบ แล้วมันก็ติดจริงๆ วันรุ่งขึ้นไปวิ่งเลย ซึ่งเล่นเอาแทบแย่เพราะโบสถ์มันใหญ่มาก
คือเราทำด้วยใจจริงๆ ไม่ต้องมาถวายสิ่งของอะไร ปกติเป็นคนไม่ชอบไหว้พระพร่ำเพื่อ เคยตักบาตรแค่สองครั้งเองมั้ง คิดว่าความดีมันอยู่ที่ใจไม่ใช่การทำอะไรเอาหน้า เราจะไม่ทำบุญกับอะไรที่เป็นกล่อง แต่เราเลือกทำกับคนมากกว่าอย่างขอทาน เราว่าการที่เราจะทำอะไรซักอย่างมันขึ้นอยู่ที่โชคชะตาและโอกาสมากกว่าไม่ใช่แค่ฝีมืออย่างเดียว
โชคชะตากับโอกาสอะไรสำคัญกว่ากัน
เท่ากันนะสำหรับความคิดเรา ถ้าเราฝีมือดีแค่ไหน สมมติไปสมัครงานแล้วใบสมัครวางคู่กับคนที่มีเส้นสาย แล้วเราเป็นใครก็ไม่รู้มันเขี่ยเราทิ้งแน่ โอกาสตกอยู่ที่คนอื่นส่วนโชคชะตาก็เล่นตลกกับเรา มันวัดกันตรงนี้แหละ
แล้วการที่ติดจูเนียร์คิดว่าเพราะโชคชะตาหรือโอกาส
เรามองครึ่งๆ เราภาวนาเสมอว่าถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ทำไมจะช่วยผมไม่ได้หรอ ผมไม่ใช่คนเลวอะไร แล้วเค้าก็ช่วยเราจริงๆ
ถ้าโชคชะตามีจริงต้องทำไงให้โชคดี
ทำความดีสิ อย่างเดียวเลย ไม่ต้องทำดีก็ได้แต่ต้องไม่ทำชั่ว คือเราว่าคนเราอยู่ไปแบบนี้ก็อยู่ได้ ไม่ต้องทำบุญสร้างวัดเอาหน้าสลักชื่อหรือไปโกงคนอื่นเค้า ถึงจะหาเช้ากินค่ำก็อยู๋ได้ ทำความดีไปสิ มีให้ทำตั้งหลายอย่างแต่คนมันไม่ทำกันเอง แล้วชอบอ้างว่าความดีมันทำยาก ทำไปแล้วได้อะไร ซึ่งเราก็ไมได้เป็นคนดี แต่พูดได้ว่าทั้งชีวิตที่ผ่านมาเราทำดีมากกว่าทำชั่ว ที่เราเรียนจบก็เพราะความที่ขยัน ไม่เกเร ความดีตรงนี้น่าจะส่งผลให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตได้
เป็นคนฝันไว้เยอะมากทั้งฝันเพื่อตัวเองและฝันเพื่อพ่อแม่ แล้วให้ค่ากับอันไหนมากกว่ากัน
ครึ่งๆ เหมือนกัน คือเราคงจะผิดหวังถ้าทำเพื่อตัวเองได้แต่ทำเพื่อพ่อแม่ไมได้ หรือ ถ้าทำเพื่อพ่อแม่ได้แต่ทำเพื่อตัวเองไม่ได้ ทางที่ดีคือต้องทำให้ได้ทั้งสองอย่าง แล้วจะผิดหวังมากที่สุดถ้าทำอะไรไมได้เลย
ฟังดูมันคอนทรานต์มากเลยที่บอกว่าไม่เกเรกับสังคมที่อยู่ เอาตัวรอดมาได้ยังไง
สติ สัมปชัญญะ กตัญญูรู้คุณ
เราว่ามันง่ายๆ เลย คนเราจะดีจะเลวชอบโทษคนอื่น พอสูบบุหรี่หรือโดดเรียนก็บอกว่าตามเพื่อน ทำไมไม่ดูตัวเองละว่าทำทำไม แต่พอเราไม่ทำแบบนั้นสังคมนั้นก็ไมได้รับเราเข้ากลุ่มซึ่งเราก็ไม่แคร์ ที่รอดมาได้ก็เพราะคิดว่าตัวเองก่อนเลยหลักๆ แล้วคนต่อมาที่คิดถึงก็คือพ่อแม่ เราเคยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำให้เค้าผิดหวังอีก
คือเคยทำพลาดมาแล้วตอนม.4 มีอยูวันนึงเล่นเกมเสร็จ คืนนั้นฝนตกปรอยๆ เพื่อนที่เล่นเกมด้วยกันทะเลาะกับเจ้าของร้าน แล้วชวนเราไปขูดรถเจ้าของร้าน ตอนนั้นอารมณ์มันตามไปแล้วไง วันรุ่งขึ้นกรรมตามสนองเลย วันนั้นแม่รู้เรื่องนี่ร้องให้เลย พ่อก็บอกว่าอย่าทำอีกนะ ก็ไปซื้อพวงมาลัยมากราบขอโทษเจ้าของร้าน แล้วก็กลับมาขอโทษแม่ ลูกผู้ชายทำผิดแล้วต้องยอมรับไง ความผิดครั้งนั้นคือแย่ที่สุดที่ทำให้เค้าต้องเสียใจ
ถ้าสมมุติวันนั้นพี่เค้าเขี่ยใบสมัครทิ้งละแสดงว่าทำความดีมาไม่พอหรือป่าว
เราคิดว่าเราทำดีพอแล้ว เวลาทำอะไรแต่ละครั้งเราจะไม่คิดว่าทำไมไม่ทำให้ดีกว่านี้ ไม่เพิ่มตรงนั้น ไม่เติมตรงนี้ หลังจากเกิดความผิดพลาด มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าเราไม่น่าตมเพื่อนเลย มันสอนให้เราคิดไงว่าต่อไปนี้ถ้าเราจะทำอะไรก็ขอทำให้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แต่เราก็ภูมิใจในงานของเรา ถ้าใบสมัครตกใบก็คงคิดว่าโชคชะตาอีก 50 เปอร์เซ็นต์ไม่ช่วยเรา
แล้วไอ้ส่วนดีที่คิดว่าพี่เค้ามองเห็นจากใบสมัครเป็นร้อยใบเนี่ยคิดว่าคืออะไร
คงเป็นความคิดมั้ง ความคิดที่เห็นในงานไม่ใช่ตัวเรา ถ้าสมมิตว่าต่อให้เราเขียนดีแค่ไหนแต่เราไม่มีสัมมาคารวะ เค้าก็อาจจะไม่เลือกเราก็ได้ เราก็ต้องภูมิใจว่าผลงานเราดีนะไม่งั้นเค้าคงไม่เลือกเราหรอก ตัวตนจะเป็นยังไงก็อีกเรื่องนึง
.
"เราคงจะผิดหวังถ้าทำเพื่อตัวเองได้แต่ทำเพื่อพ่อแม่ไมได้ หรือ ถ้าทำเพื่อพ่อแม่ได้แต่ทำเพื่อตัวเองไม่ได้ ทางที่ดีคือต้องทำให้ได้ทั้งสองอย่าง แล้วจะผิดหวังมากที่สุดถ้าทำอะไรไมได้เลย"
.
แล้วตัวตนที่ใส่ลงไปในผลงานมันมีสัดส่วนแค่ไหน
ก็ 50/50 อีกอะ เวลาเราเขียนบล็อก เรามักจะใส่ความคิดไป 50 และชีวิตจริง 50 อย่างทำอะเดย์เราจะใส่ความคิดเราทั้งหมดไมได้ เพราะมันต้องเป็นความคิดแบบอะเดย์ อย่างเขียนบล็อกมันคือตัวตนของเรา ทุกครั้งทีได้เขียนก็จะใส่ความเชื่อมั่นต่อสิ่งนั้นๆเข้าไปด้วย บางทีความคิดก็สุดโต่ง ถ้าชอบอะไรก็คือชอบ รักก็คือรัก เกลียดก็เกลียดไปเลย เราเป็นคนที่มีความรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งค่อนข้างรุนแรง ถ้ากร่อยก็กร่อยไปเลย
คิดว่ามันเป็นข้อดีหรือเสีย
มันมีทั้งสองอย่างเลย เผลอๆจะเสียมากกว่าดีอีก ข้อดีก็คือมันเป็นตัวของเราไง อย่างน้อยเราก็ไม่โกหกคนอื่น แต่เวลาเราไปใช้ชีวิตกับคนอื่นก็ต้องแบ่งสัดส่วนของเรื่องส่วมรวมกับเรื่องส่วนตัว ซึ่งมันก็เป็นผลดีต่อตัวเองและคนอื่น ส่วนข้อเสียก็คงไม่มีใครอยากอยู่ไกล้ด้วยมั้ง มันอยู่ที่ความคิดคนอีกแหละเพราะมูฟเม้นต์คนเรามันต่างกัน อย่างบางคนเวลาตลกก็เฮฮาปาจิงโกะกันไป แต่เวลาเครียดก็อาจจะซีเรียสจนพีคได้เลย
ทำไมเวลาเวลาเขียนบล็อกถึงไม่ใส่ความเป็นตัวตนลงไป 100 เปอร์เซ็นละ
เราว่ามันทำไมได้ ถ้าเป็นเรื่องเกียวกับชีวิตเราเลยน่าจะได้ แต่พอเป็นเรื่องอื่นอย่างเช่นเรื่องโทรศัพท์ ก็ต้องปรับเป็น โทรศัพท์ 50 ตัวเอง 50 แล้วมารวมกัน เราต้องไปหาข้อมูล เราต้องอ่านหนังสือ คือเวลาเราเขียนอะไรวัตุดิบที่ได้มามันอาจจะมาจากการใช้ชีวิต การดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ทุกอย่างมันคือความรู้ อย่างต้นไม้ที่เรามองเห็นเนี่ยมันก็คือความรู้ ถ้าเราศึกษาไปตัดตอนแล้วเอาไปปลูก เราจะรู้ว่ามันมีวิธีเติบโตยังไง ออดดอกออกผลแบบไหน แต่เราต้องเลือกในสิ่งที่เราอยากรุ้มากกว่า คือมันก็มีทั้งรู้ในสิ่งที่ดีและไม่ดี
ดูจากคอมเม้นต์ในบล็อกแล้วรู้สึกว่าจะมีคนติดตามพอสมควรนะ รู้สึกว่างานเขียนกับตัวเองอะไรหล่อกว่ากัน
งานเขียนสิ (หัวเราะ) เพราะเราไมได้โกหกคนอ่านไง ทุกทีที่เราเขียนมันมาจากสิ่งที่เราคิด เราไปเจอมาจริงๆ อย่างตอนที่เราไปงาน Street Show เราก็เอาประสบการณ์ตรงนั้นมาเล่าต่อเท่านั้นเอง แต่ถ้าเกิดไมได้ไปแล้วเอามาเล่านั่นคือการโกหกไง ซึ่งมันไม่ดีเลยเราต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง
อย่างการเขียนบล็อกถึงมันจะไม่ได้ตังค์แต่เรารู้สึกว่าเหมือนมันเป็นงานชิ้นนึงเลย คือมันรู้สึกอิ่มเอมใจและมีรอมยิ้มเวลามีคนชื่นชอบในงานของเรา มันทำให้เราได้รุ้ว่าเรามีกำลังใจและมาถูกทางแล้ว คงไปเป็นนักดนตรีไม่ได้เพราะเล่นไม่เป็น คงไปเป็นนักฟุตบอลไม่ได้เพราะเล่นไม่เก่ง คือทุกคอมเม้นต์ที่ตอบกลับมามันมีค่าและความหมายกับเรามาก ซึ่งเราก็ต้องขอบคุณคนในบล็อกมากๆ เราอยากให้คนที่เข้ามาได้อ่านแล้วพออ่านจบก็ได้อะไรบางอย่างกลับไป
เราคิดเป็นสูตรสำเร็จเลยว่าเราจะเล่าแบบนี้นะ ซึ่งไม่รู้หรอกว่ามันดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด คิดแค่ว่าเราถนัดที่จะเขียนแบบนี้ อย่างเราเขียนเรื่องดาว ก็ไม่รู้หรอกดาวมันเปนยังไง ก็ต้องไปหาข้อมูลมาเขียน เอาทุกอย่างมาผสมกับความคิดเรา แถมได้ความรู้เพิ่มอีกต่างหาก ทุกอย่างมันต้องมีแก่นไมได้เขียนมั่วซั่ว
แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เขียนตั้งแต่เข้าจูเนียร์ ปกติจะเขียนอาทิตย์ละสองครั้งหรือถ้าขยันก็เขียนวันเว้นวันเลย ที่ทำไปก็เพราะมันได้ความสุข อย่างคนอื่นอาจจะไปหาความสุขตามคอนเสิร์ต ไปร้องคาราโอเกะ บล็อกก็เป็นความสุขรูปแบบหนึ่ง เราว่าการจะทำอะไรมันต้องลงทุนก่อนถ้าอยากเป็นนักเขียนก็ต้องเขียน
อย่างทุกวันนี้แม่เราทำงานอยู่ที่ทำงาน แม่ก็เปิดบล็อกเราดูทุกวัน แล้วคนที่ทำงานก็จะมามุงดูกันด้วย ซึ่งวันที่เราติดจูเนียร์เราเอาไปเขียนในบล็อก เพื่อนแม่ที่ทำงานก็บอกว่าลูกสาวเค้าก็อ่านอะเดย์เหมือนกัน คือสิ่งที่เราเขียน เราไมได้หลอกลวงคนอื่น
ก็รู้ว่าโลกไซเบอร์มันเป็นยังไง อย่างน้อยก็ดีกว่าคนทีทำอย่างนึง เขียนอีกอย่างนึง แต่เราภูมิใจที่เราทำตามความรู้สึกจริงๆ ถึงแม้ใครหาว่าโกหกก็คงเฉยๆ
พูดถึงงานเขียนนิดนึงคิดว่าตอนนี้มันดีแค่ไหน
พูดจริงๆ เลยนะว่าพอใจในงานเขียนทุกเรื่อง อ้อ ฝันอีกอย่างนึงคืออยากมีหนังสือรวมเล่มเป็นของตัวเอง เคยไปคุยกับพี่บิ๊กบก.อะบุ๊ค พี่เค้าก็บอกให้เขียนไปเรื่อยๆ ส่วนพี่เอ๋-นิ้วกลมนี่ก็เจอกันบ่อย เรารู้จักเค้าการงานเขียนจนตอนนี้เจอกันที่ออฟฟิศบ่อยมาก พี่เอ๋เคยบอกกับเราว่าเขียนหนังสือดี ซึ่งเป็นแรงผลักให้เราอีก เค้าเป็นนักเขียนมืออาชีพแต่เค้ายังชื่นชมเราก็อดภูมิใจไมได้
ในอนาคตสามารถกรอกได้เลยใช่ปะว่าอยากเป็นนักเขียนเต็มตัว
ในแวดวงการนี้ก็อยากเป็นนักเขียน คอลัมนิสต์ หรือไม่ก็ผู้สื่อข่าวกีฬา อันนี้หวังไว้สองเด้ง หนึ่งคือได้เขียนเกี่ยวกับฟุบอลที่ตัวเองชอบ และสองได้ไปดูบอลฟรีที่ต่างประเทศ อยากไปยืนอยู่จุดนั้นมันคงไม่มีอะไรวิเศษกว่านี้แล้วละ
คือเราจะชอบอะไรที่มีความสามารถและความคิด เราไมได้บ้าดารา เราชื่นชมการก่อกำเนิดของแต่ละสิ่งละอย่างที่คนคนนั้นทำ อย่างเช่น การเกิดของอะเดย์ การก่อตั้งเวิร์คพอย กำเนิดของผีบอป เราชอบกระบวนการของมันมากกว่า
อย่างพี่เอ๋แต่ก่อนเลยก็เคยทำหนังสือทำมือ ชื่อ dim (do it myself) เคยส่งผลงานมาตีพิมพ์ในสนามเด็กเล่น เคยเป็นผู้ชนะเลิศ B.A.D. aword รุ่นแรก เรามีสิทธิที่จะปลื้มในผลงานของเขาไง อย่างพี่อัพ-ทรงศีล ก็นั่งวาดรูปมาตั้งแต่เรียน คนอื่นเค้าตั้งใจเรียนกันหมด เพราะความรัก ความหลงใหล ความคลั่งไคล้ เค้าถึงมาถึงจุดนี้ได้
เราว่าคนเราจะทำอะไรสะเปะสะปะหลายอย่างไมได้ มันต้องมีอะไรซักอย่างที่ทำได้ จะให้เราไปเป็นชาวนาเราคงทำไมได้ ไมได้ดูถูกนะแต่เชิดชูบูชาด้วยซ้ำ แต่เราไมได้เรียนรุ้เลยตรงนั้นมาเลยไง
ถ้าวันนึงมีคนมาบอกว่าเป็นนิ้วกลมสองละ
คงเป็นอะไรที่รู้สึกดีที่สุดในชีวิต ยิ่งกว่าการได้รับโล่รางวัลพลเมืองดีเสียอีก เป็นปุ๊หนึ่งก็ได้ขอให้เค้าชอบในผลงานของเรา อย่างเราชอบพี่เค้าในผลงาน ตอนนั้นไปทริปไม้เมืองร้อนกับพี่ก้องยังนั่งกินข้าวข้างกันอยู่เลย ตอนพี่เค้าเขียนบล็อกอยู่ในเอ็กทีนซ์ เค้าไปเขียนหนังสือที่ลอนดอน เราก็ส่งโปสการ์ดเป็นกำลังใจไปให้ ติดแสตมป์ไป 15 บาท พอหนังสือออกเราก็ไปซื้อแล้วถ่ายรูปมาลงในบล็อก พีเค้าก็ส่งข้อความมาว่าขอบคุณมากนะ เราก็รุ้สึกดีแล้วจริงๆ เราต้องขอบคุณพี่เค้ามากกว่าที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจในการเขียนของเรา เราก็เลยอยากส่งต่อมันไปให้คนอื่น
ถ้าตอนนี้แม่อ่านอยู่อยากบอกอะไรกับแม่สักโค้ดนึง
รักแม่ครับ.
,,,, ,,,,
,,,, ,,,,
ปล.ขอบคุณย์คนที่อดทนอ่านมาจนจบ ขอให้หล่อวันสวยคืน มั่งศรีมีสุข :)
แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..

#1 By ความรักสร้างฉัน on 2009-06-07 15:06